รีวิวนี้เป็นรีวิวพิเศษอีกรีวิวหนึ่ง ที่ SOTraveler มีโอกาสได้เข้าพัก โรงแรมในกรุงเทพฯ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ มีความโดนเด่นในเรื่องของการเป็น “แฟชั่นสไตล์โฮเทล“ ที่มีชื่อว่า Dream Hotel Bangkok

SOtraveler-Magazine-Cover-Vol01-Issue-03-EN

ดรีม กรุงเทพฯ มีการออกแบบให้มีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่างจาก สาขานิวยอร์ค ซึ่งเป็น ดรีม โฮเทล ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางย่านธุรกิจ ซอยสุขุมวิท 15 ที่นี่สร้างความมีชีวิต ชีวาให้กับการพักผ่อนได้มากเลยทีเดียว ทุกๆ ส่วนของโรงแรม มีรายละเอียดปลีกย่อย ในการตกแต่ง ใช้สีสันที่สดใส ทำให้การถ่ายภาพประกอบรีวิวของเราครั้งนี้ สนุกสนานไปตามสไตล์การตกแต่งของที่นี่

ทุกๆ ส่วนในโรงแรม Dream Hotel Bangkok เริ่มตั้งแต่ Lobby ห้องอาหาร บาร์ ตลอดจนห้องพัก ล้วนมีความเป็นศิลปะและแฟชั่น มีบ้าง ที่บางจุดบางมุม เราก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจใน ในองค์ประกอบของการตกแต่งเช่นกัน
แต่นั่นแหล่ะ , , ,
ศาสตร์ของ แฟชั่นและศิลปะ ไม่มีอะไรตายตัว
ยิ่งคิด ยิ่งเกิดคำถาม และยิ่งจินตนาการ นั่นอาจเป็น วัตถุประสงค์ของผู้ออกแบบผลงานชิ้นนั้นก็ได้

Dream Hotel Bangkok

เป็นโรงแรมที่มีสไตล์การตกแต่งที่ดูทันสมัยมีชีวิตชีวา มีความหรูหรา และ เทรนดี้นำแฟชั่น สอดคล้องเข้ากับ ทำเลย่านใจกลางเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โรงแรมเลือกใช้โทนสีฟ้า, เขียว, ส้ม และ ชมพู เป็นโทนสีหลักในการออกแบบและตกแต่งโรงแรม ลองมาชมสไตล์การออกแบบ และความประทับใจ ผ่านภาพถ่ายในมุมมองของ SOTraveler ที่มีต่อที่นี่ ดูนะครับ กับ รีวิวฉบับ … Dream Hotel Bangkok ในนิยามของคำว่า “แฟชั่นสไตล์”

โรงแรมตั้งอยู่ในซอย สุขุมวิท 15 ใกล้กับแยกอโศก สามารถเดินทางไปยัง BTS อโศก, MRT สุขุมวิท, ห้าง Terminal 21, แหล่งชอปปิ้งและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนในย่านนั้นได้สะดวก เผื่อใครกำลังมองหาที่พักใหม่ ๆ และชอบโรงแรมในสไตล์นี้ ลองถือโอกาสมาพักที่ Dream Hotel Bangkok มองดูแสงไฟเมืองยามค่ำคืน และใช้ชีวิตสุดชิลกับการเดินทางเที่ยวยังที่ต่างๆ ย่านใจกลางกรุง กันดูนะครับ

โรงแรมประกอบไปด้วย 2 อาคาร ที่ตั้งเยื้องๆ กัน อาคารที่มีคิวบิก เรียกว่า ดรีม 1 และ อีกอาคารเรียกว่า ดรีม 2 สำหรับ ดรีม 1 จะเป็นอาคารที่มีล็อบบี้หลักตั้งอยู่ บรรยากาศด้านหน้าจะเห็นรูปทรงคิวบิกขนาดใหญ่ ที่มีตัวอักษรโลโก้ของโรงแรมติดอยู่ มีการเคลื่อนไหวหมุนตัวสะท้อนแสงไฟ ส่องประกายระยิบระยับ ดึงดูดให้ผู้ที่เดินผ่านมาได้เหลียวมามองทั้งกลางวันและกลางคืนยิ่งตอนกลางคืนได้บรรยากาศเสมือนกับพื้นที่สำหรับเดินแคทวอล์คเลยทีเดียว

ด้านหน้าของโรงแรมจะมีรถตุ๊กๆ บริการไป รับ-ส่งตามจุดต่างๆ ที่น่าสนใจบริเวณรอบข้างฟรี แขกส่วนใหญ่ ก็ไปช้อปปิงที่ Terminal 21 เราเองก็ใช้บริการนี้เช่นกัน

เมื่อเดินเข้ามาภายในดรีม 1 ความรู้สึกแรกของเรา เหมือนกำลังเข้าชมพื้นที่จัดงานศิลปะขนาดใหญ่ ตั้งแต่พรมลวดลายดวงดาวในจักรวาล, ชุดโซฟาหลากหลายรูปแบบ เหมือนเป็นลูกเล่นให้แขกได้เลือกนั่งตามความโปรดส่วนตัว โคมไฟทีสาดส่องไปยังตำแหน่งต่างๆ โทนสีของแสงไฟ ก็จะเป็นการเบลนด์กันระหว่างสีโทนหลักของโรงแรม ฟ้า เขียว ส้ม ชมพู รู้สึกตื่นตาดี

ชุดโซฟาสีขาวขนาดใหญ่ แม้จะถูกนำมาตั้งรวมกับชุดโซฟาอื่นๆ แต่ก็ยังคงฉายความโดดเด่นได้อย่างชัดเจน

การตกแต่งโดยรวมบริเวณล็อบบี้โซนนี้ เป็นแบบการตกแต่งแบบโมเสค ทั้งผนัง เพดาน รวมทั้งเจดีย์ 3 องค์เช่นกัน ศิลปินผู้ออกแบบจุดนี้เลือกเจดีย์มาประดับ เพราะทางโรงแรมต้องการสื่อถึงความเป็นไทย ที่ยังคงความทันสมัยตามคอนเซ็ปของโรงแรม ครั้งแรกที่เห็น เราต่างก็คิดเลยครับว่า โรงแรมนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับทางด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ก็มาแบบ 3 องค์ แบบนี้สำหรับคนไทย ผู้ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี กับการเรียนในวิชาสังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงด่านเจดีย์สามองค์ ก็อดที่จะคิดโยงกันไม่ได้ ซึ่งความจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกันนะครับ เป็นจินตนาการของศิลปินผู้ออกแบบ และตีโจทย์ออกมาเป็นแบบนี้

หลังจากที่ได้ทำการเช็คอินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเดินข้ามถนนเล็กๆ ไปยังอีก ดรีม 2 อันเป็นที่ตั้งของห้องพักที่เราจะเข้าพักในค่ำคืนนี้ เมื่อเข้าถึงบริเวณ ดรีม 2เราก็จะเจอล็อบบี้อีกเช่นกัน โดยล็อบบี้ทั้งคู่ จะใช้การตกแต่งที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้บรรยากาศของล็อบบี้ ออกมาเสมือนพื้นที่รวบรวมงานศิลปะ

ภาพใบหน้าของมาริลีน มอนโรอ สะดุดตาจากโทนสีของภาพที่ตัดกับบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่บริเวณนี้ เป็นการยากสำหรับศิลปินผู้ออกแบบเหมือนกันนะครับ สำหรับการตกแต่งโดยรวมอะไรหลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกัน ที่อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกขัดกัน แต่ต้องทำให้อยู่รวมกันได้ไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากจำนวนโซฟาหลากหลายชุดแล้ว ระยะห่างระหว่างโซฟาแต่ละชุด มีระยะระหว่างกันพอสมควร สร้างความเป็นส่วนตัวสำหรับแขกที่มานั่งรอ นั่งพัก

หลังจากที่เราชมในส่วนของล็อบบี้กันแล้ว ก็ถึงเวลาเปิดห้องพักของเราในครั้งนี้กัน
Dream Nirvana Suite เป็น Type ของห้องพักที่ เราเข้าพักและถ่ายภาพมาให้ทุกคนได้ชมกันในรีวิวนี้ เป็นห้องพักขนาดใหญ่สุดของโรงแรม ที่มีขนาดเนื้อที่ถึง 80 ตารางเมตร เมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไป เราจะ พบกับห้องนั่งเล่นดูทีวี ที่มีส่วนของโซฟาใหญ่และกว้างมาก สามารถนั่งหรือนอนชมทีวีได้สบายๆ เลยครับ

บรรยากาศของห้องโดยรวม เหมือนจะเรียบแต่มีพลัง เรียกว่าเป็นแบบ Minimalism มีความทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องอำนวยความสะดวกที่ม่ีอยู่ครบในห้อง โทนสีของห้องเป็นสีขาว-ฟ้าคราม ดูสะอาด และมี ไฮไลท์ลูกเล่นจากแสงไฟในห้อง ที่เรียกว่า

“indigo blue therapy lights”
….เป็นไฮไลท์ ที่แขกหลายคนติดใจ

อีกด้านของห้องนั่งเล่น เป็นบริเวณสำหรับรับประทานอาหาร ที่ยังคงใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาว เสริมดีไซน์ของความเรียบหรู ของห้องพัก

จากมุมโซฟา มองไปด้านหน้าจะพบกับโต๊ะที่สามารถนั่งทำงานได้ มีทีวีอยู่ข้างๆ ตู้ด้านล่างก็จะเป็นที่ซ่อนตู้เย็นอีกทีครับ เราจะได้พื้นที่ระยะห่างกับทีวีประมาณนี้เลยนะครับ ด้วยขนาดห้องที่กว้างทำให้เรารู้สึกถึงความโปร่งสบาย

ถัดจากห้องนั่งเล่น เราขอพาเข้าไปชมยังโซนห้องนอน พรมสีฟ้าครามที่ปูไว้เต็มทุกส่วนของพื้นที่ภายในห้อง ผสานกับโทนสีขาวของผนังและเพดาน สร้างความเด่นชัดและความแกร่งของโทนสีฟ้าคราม ของห้องนี้ได้ชัดเจนมาก

เตียงนอนหนานุ่มขนาดคิงไซส์ ใครมาเห็นเป็นได้อยากลงนอนแน่ๆ อยากหย่อนตัวลงเตียงตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แต่แน่ล่ะ เราก็อยากเก็บรูปสวย ๆ ในขณะที่เตียงยังไม่มีรอยยับมาฝากเพื่อน ๆ ก่อน ผู้ที่อ่านรีวิวนี้ จะได้เห็นความสด ใหม่ของห้อง อย่างภาพที่เราเห็นในขณะนั้น

ถัดไปอีกนิดเราก็เข้ามาถึงอีกโซนด้านในสุด เป็นโซน Walkin Closet ที่จะเดินเข้าไปยังห้องน้ำ “ขนาดใหญ่” ได้ โดยภายในห้องน้ำจะมีโถง (น่าจะเรียกได้ เพราะกว้างมากจริงๆ) ที่จะสามารถส่องกระจก ตรวจสอบความพร้อมของเราก่อนจะออกจากห้อง ด้านในของห้องน้ำ มีการตกแต่งใน แบบโมเสค สีขาวกับน้ำเงินตัดกัน ห้องอาบน้ำ และห้องสุขาแยกกัน ไม่เลอะเทอะดีครับ

อีกด้านของกระจกในโถงห้องน้ำ เป็นอ่างอาบน้ำ และที่สำคัญตรงนี้มีทีวี ให้ด้วย !!! นอกจากใช้เวลาแช่น้ำให้เพลินใจแล้ว เราก็สามารถดูหนังไปด้วยได้

หลังจากที่ได้พาทุกคนชมห้องพักเรียบร้อยแล้ว เราขอพาทุกคนไปรีแล็กซ์กันต่อเลยนะครับ กับ

The Seven Rituals Sanctuary and Spa

Seven Rituals Sanctuary and Spa ตั้งอยู่ ชั้น3 ของดรีม1 เป็นหนึ่งในสปาที่นำเสนอ แผนการนวดให้ผ่อนคลาย ในแบบฉบับตำราดั้งเดิมของไทย มีห้องทรีทเม้นท์ทั้งหมด 3 ห้อง แนะนำให้โทรจองก่อน ด้วยปริมาณห้องที่มีไม่มาก จากที่เราไปใช้บริการสักพัก พบว่าทั้ง แขกประจำ และแขกที่พักที่โรงแรม มาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทุกคนล้วนโทรมาจองไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว

เมื่อเราเดินมาถึง พนักงานออกมาต้อนรับ แนะนำแผนการนวดต่าง ๆ SPA Menu ก็มีครบ ตามสูตรของสปามาตรฐานทั่ว ๆ ไป และก็มี Signature ของทางร้าน สำหรับเราเลือกรีแล็กซ์ไปกับ Aroma Therapy 60 นาทีกับ ออยล์ ที่เป็นน้ำมันมะพร้าว
ก่อนจะเข้าห้องทรีทเม้นท์ …
พาชมห้องนวดไทยกันก่อน ซึ่งเรามาเก็บรูปห้องนี้ อีกวันนึงในช่วงเช้า เพราะช่วงเวลาปกติ แขกมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การทำความสะอาดคือเปลี่ยนผ้าคลุมทุกอย่างที่อยู่ในห้องใหม่ยกชุด ในเรื่องความสะอาด เลยมั่นใจได้เลย
บรรยากาศของห้องนวดไทย สามารถเข้ารับบริการได้เป็นคู่พร้อมกัน ตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย ใช้โทนสีม่วง ทอง ขณะที่มีแขกเข้าใช้บริการ แสงไฟในห้องจะลดลงเหลือเพียงแสงสลัว ๆ เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับแขกที่มาใช้บริการ

ห้องทรีทเม้นท์สำหรับการนวดอโรมา ภายในห้องมีตู้อาบน้ำที่สามารถอบไอน้ำและเป็นอ่างจากุชชี่ด้วย

สำหรับ …ระหว่างนวด
คงไม่สามารถถ่ายถอด เอ้ย! ถ่ายทอดออกอากาศได้นะครับ : )
หลังจากที่ได้รับการทำสปาทรีตเมนต์ เทอราปิสก็จะนำชามาเสิร์ฟ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการหมุนเวียนเลือดอย่างต่อเนื่อง และเป็นการปลุกร่างกายให้ตื่นตัวขึ้นอีกสักนิด

หลังจากการนวดร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น ใบหน้าดูสดใสมีเลือดฝาด ซึ่งหลังจากแต่งตัวเรียบร้อย เราก็มานังคุยกับ เทอราปิสสักพัก ลักษณะการนวดจะเป็นการนวดที่ไล่น้ำหนักคงที่และลากยาว ซึ่งเทอราปิสได้เล่าให้ฟังว่า เค้าใช้หลักการนวดแบบรีดเส้น ซึ่งเป็นศาสตร์ดังเดิม เทอราปิสที่จะนวดแบบนี้ ต้องรู้และอาศัยประสบการณ์ ใช่ว่าจะกดตรงไหน ด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ก็ได้ ทิศทางการไล่เส้น การเลือกลงน้ำหนัก การต่อจุดในแต่ละจุด ล้วนมีผลต่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในร่างกายทั้งสิ้น ร่างกายเรามีเรื่องทิศทางลมทิศทางเลือด เทอราปิสเล่าด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มีจริงๆ อาการตึงไหล่ และปวดข้อมือที่เรามีอยู่ โล่งขึ้นมาก

เสร็จจากการทำสปาทรีตเมนต์
ก็ได้เวลาของการทานอาหารมื้อค่ำ ขอชวนทุกคนไปต่อกันที่ห้องอาหารกันต่อเลยนะครับ

ห้องอาหาร ฟลาว่า (Flava Restaurant & Bar)

ห้องอาหาร ฟลาว่า เป็นห้องอาหารหลักของโรงแรม อยู่ที่ ชั้น 2 ของ ดรีม 1 มีบรรยากาศการตกแต่งแบบร่วมสมัย East meets West มีมุมให้เลือกนั่งเยอะมาก ทั้งในมุมส่วนตัวหรือมุมปาร์ตี้กับเพื่อน

ภายใน ห้องอาหาร ฟลาว่า แบ่งออกเป็น 2 โซน หลัก คือ โซนสำหรับนั่งทานอาหาร กับ โซนที่เป็นบาร์หรือเลานจ์ คอนเซ็ปต์การใช้โทนสีในห้องอาหาร ยังเหมือนกับโทนสีหลักของทางโรงแรม เป็นการใช้สีที่หลากหลายเข้ามาประกอบกัน นอกจากนั้นในโซนของบาร์ ก็ยังมีพื้นที่สำหรับดีเจด้วยนะครับ

เริ่มหิวกันรึยังครับ เราขอเริ่มทะยอยเสิร์ฟอาหาร แต่ละเมนูเลยนะครับ
“ต้มข่าไก่ในลูกมะพร้าวอ่อน”
รสชาติเข้มข้นน้ำกะทิ มีความหอมของมะพร้าวในน้ำแกง ได้ซดร้อนๆ อร่อยดี

“แกงเขียวหวานกับไก่กรอบ”
น้ำแกงกะทิของที่นี่ ทำได้อร่อยจากที่ทานเมนู ต้มข่าไก่ในลูกมะพร้าวอ่อน แล้วมาต่อ แกงเขียวหวานกับไก่กรอบ ล้วนมีรสชาติที่เข้มข้นคงที่คงวา เรามองว่าเป็นช้อดีสำหรับ คนไทยที่มาทาน เชฟบอกว่า เชฟสามารถปรับรสชาติให้เหมาะสมกับแขกได้ สุดท้ายคือ คนทาน ทานแล้วอร่อย นั่นคือความสำเร็จของเชฟ

“ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ”
ผัดไทยในรูปแบบอาหารไทยๆ เสิร์ฟคู่กับกุ้งแม่น้ำที่ราดด้วยซอสมะขาม รสชาติข้น มีความเผ็ดจาก ซอสที่ราด เส้นผัดไทยได้ความฉ่ำของซอสที่ราดไปด้วย ฟิลลิ่งคือการทานกุ้งราดซอสมะขามกับเส้นผัดไทย นั่นเองครับ กุ้งแม่น้ำอร่อยในตัวอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีเซทอาหารปิ่นโตสำหรับเด็ก ก็เป็นอีกรายการ ที่น่าจะถูกใจเด็กๆ น่ารักตะมุตะมิ มีทั้งเสิร์ฟให้ทานที่ห้องอาหาร หรือสั่งแบบเอาปิ่นโตกลับบ้านเลยก็ได้

ในช่วงฤดูกาลนี้ สำหรับคนที่ชื่นชอบมะม่วง จะมีความสุขมากเป็นพิเศษ กับการ ลิ้มลอง ข้าวเหนียวมะม่วง ในแต่ละที่ ข้าวเหนียวที่นี่ มีความหอมและนุ่ม เนื้อมะม่วงหวานหอม พร้อมฉีกแนวกับความแปลกใหม่ มีคอนเฟลก โรยมาด้วย ไม่เคยทานแบบนี้มาก่อน ก็มีอะไรกรุบ ๆ แทรก ระหว่างทานดี แปลกใหม่สำหรับเราครับ

พาไปชมในส่วนของห้องอาหาร ฟลาว่า (Flava Restaurant & Bar) กันแล้ว เราย้ายมาที่บาร์ที่อยู่ติดกัน การตกแต่งในส่วนของบาร์เป็นสไตล์ Exotic Modern ด้วยโทนสีร้อน มีการนำพรมลายเส้นหลากสีสันมาปูทั่วทั้งพื้น และผนังเช่นเดียวกับที่ Dream Hotel NewYork เราลองชิมดริงซ์เบสิค ๆ กันอย่าง Margarita เพื่อจิบก่อนนอน

ก่อนไปทานอาหารค่ำ เราแวะมามาดูบริเวณสระว่ายน้ำ ตั้งอยู่บนดาดฟ้า ของ Dream 2 ตัวสระ ไม่กว้างมาก แต่สระมีความยาว อากาศค่อนข้างดี มีลมพัดเย็นอยู่ตลอด

ขอต้อนรับอย่างเป็นทางการกับ บรรยากาศของ

“indigo blue therapy lights”
“แสงสีฟ้าคราม จะช่วยให้คุณหลับสนิท”


เราก็ได้พบกับความสนุกภายในห้องพักของเราจากการเปิดไฟสีฟ้าที่อยู่ในห้องพัก ตอนกลางวัน แสงตรงนี้ยังไม่เด่นชัดมาก แต่พอตกกลางคืนเท่านั้นล่ะ แสงสีฟ้าคราม เด่นขึ้นมาก ยิ่งปิดไฟในห้องให้เหลือแต่แสงสีฟ้า กลายเป็นบรรยากาศของการเล่นไฟสนุกเลย

หลังจากเอนตัวลงบนที่นอน เรายังคงนอนมองแสงสีฟ้าครามนี้อยู่ระยะนึง

ไฟสีฟ้าที่ออกมาจากใต้เตียง ถูกออกแบบมาว่าให้เรารู้สึกเหมือนกับนอนอยู่ก้อนเมฆ โดยมีแสงสีฟ้าเป็นท้องฟ้า
ที่นี่ยังใช้ผ้าปูที่นอนแบบ Egyptian ที่มีความนุ่มด้วยเส้นด้าย กว่า 300 เส้นต่อตารางนิ้ว จึงจะรับรองได้ว่า การพักผ่อนที่นี่ จะเป็นการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ

Good Morning !

อาหารเช้า ให้บริการกันที่ ห้องอาหาร ฟลาว่า อาคาร ดรีม 1 อาหารเช้า มีหลากหลายพอประมาณ ครบไลน์อาหาร ไม่ว่าจะเป็นสเตชั่นขนมปัง, อาหารเอเชีย, อาหารตะวันตก station ไข่ เบเกอรี่ รวมไปถึงผลไม้ อิ่มแน่นอน มาดูรูปไลน์อาหารกัน

Dream Hotel Bangkok

Info.
โรงแรม ดรีม กรุงเทพฯ สุขุมวิท15
www.dreamhotels.com/Bangkok
สำรองที่นั่งได้ที่+66(0)22548500
email:[email protected]

จากการเข้าพัก Dream Hotel Bangkok ครั้งนี้ เราประทับใจในโรงแรมนี้ในหลาย ๆ ด้าน รสชาติอาหารอร่อยถูกปาก เป็นโรงแรมที่มีการตกแต่งและมีลูกเล่นในการเข้าพักที่น่าสนใจ เตียงนอนนุ่ม ทำเลของโรงแรมอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ ย่านธุรกิจ ใกล้แหล่งช๊อปปิ้ง และสถานี BTS อโศก MRT สุขุมวิท

SOTraveler ต้องขอขอบคุณพนักงานของโรงแรมทุกๆ คนที่ให้การบริการเป็นอย่างดี ขอบคุณ คุณวรรณ ที่ให้การต้อนรับและอธิบายรายละเอียดของโรงแรมให้เราฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีโอกาสคงได้กลับไปอีก ขอบคุณทุกๆ คอมเม้น ทุกๆ กำลังใจที่เข้ามาทักทายกัน แล้วพบกันในรีวิวฉบับหน้านะครับ

SHARE TO YOUR FRIEND