YG Republique SHOW DC (พระราม 9) ถ้าชอบความครบรสที่นี่น่าสนใจ

3,407 views
  • 2
    Shares

บริเวณชั้นดาดฟ้าของห้าง SHOW DC  (พระราม 9) เป็นพื้นที่ของ YG Republique Bangkok สำหรับผู้อ่านทั่วไปอาจต้องทำความรู้จักกันต่อกับชื่อ YG ในรีวิวของเรา สำหรับสาวก K-POP คงรู้จักชื่อนี้จากค่ายเพลงใหญ่ในเกาหลี YG Entertainment รีวิวนี้ทุกคนจะได้มาทำความรู้จักกับ YG Republique Zone ให้มากขึ้นกับ 3 ร้าน 3 สไตล์ ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่เวลาสายจนถึงยามค่ำคืน

YG Republique SHOW DC (พระราม 9)

YG Republique Bangkok เปิดอยู่ตำแหน่งรูฟท็อปของห้าง SHOW DC  ที่ตั้งอยู่บริเวณย่านพระราม 9 โดยนำเสนอร้านอาหารทั้งหมด 3 ร้าน ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่นั่นคือการตอบโจทย์ความต้องการที่เราสามารถไปเพลิดเพลินกับโซนนี้ได้ตลอดทั้งวัน แล้วจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เราขอนำเสนอไลฟ์สไตล์เก๋ๆ ที่เรียกว่า
“Social Moments of the Day” ให้ทุกคนได้อ่านกัน และหยิบไปใช้กันได้เต็มที่ เรายิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้น หากเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติมเติมโมเมนต์ดีดีของผู้อ่านทุกๆคน

เริ่มต้นมื้อสายของวัน หลังจากที่เราได้ตื่นมายืดเส้นยืดสายด้วยท่าโยคะง่ายๆ จากนั้นก็รองท้องกับไส้กรอกสองสามชิ้น ก็เพียงพอกับมื้อเช้าของวันนี้เพราะ เวลาสายเรามีโปรแกรมที่จะไปชิลล์เอ้าท์ที่คาเฟ่สีขาว แล้วอัพอินสตาแกรมสนุกๆ แน่นอนล่ะ วันนี้ขอหนึ่งวันแล้วกันที่เราจะขอพื้นที่ไทม์ไลน์ของเพื่อนๆให้เราได้แชร์ Social Moments  ของเราบ้าง โพสแล้วก็รอไลค์และคอมเมนต์จากเพื่อนๆ ใครเป็นเหมือนเราบ้าง ไม่อยากให้เราเหงา เข้ามาไลค์และคอมเมนต์กับเรานะ – -> คลิกเลย เราสัญญาว่าเราจะตอบๆทุกคนอย่างรวดเร็วเลยล่ะ . . . แล้วเจอกันนะ

เวลาประมาณ 10  โมงครึ่งเราก็มาถึงที่ห้าง SHOW DC ที่จอดรถกว้างจอดง่ายดีนะ จากนั้นเราก็ตรงมาที่ชั้น 6 ของห้างเป็นจุดหมายของเราวันนี้ เราจะเริ่มต้นกันที่ Bigbang Cafe by 3Birds ก่อนเป็นร้านแรก

Bigbang Cafe by 3Birds

Bigbang Cafe by 3Birds เป็นคาเฟ่ที่เน้นโทนสีขาว การติดกระจกใสไว้รอบด้านของร้าน เป็นการเปิดแสงธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อการถ่ายรูปเครื่องดื่มและขนมหวานที่ดีมากเลยล่ะ

วันนี้เราแท็กทีมมาสร้าง Social Moment ด้วยกันทั้งหมดสี่คน เมนูที่เราสั่งมาทานก็หลากหลายเมนู แลกจานกันถ่าย แบ่งกันชิมบ้าง  ขนมจานเดียวกันอาจจะไปโผล่ใน Instagram และ facebook มากกว่าหนึ่งคนก็ไม่ต้องแปลกใจ วิถีโชเชียลแบบนี้ก็สนุกดี เป็นการแลกเปลี่ยนและทำให้เราได้อร่อยในเมนูที่หลากหลายมากขึ้นและโชเชียลเราก็จะมีรูปอาหารหลายๆอย่างให้ทุกคนได้คอมเมนต์และน้ำลายไหลไปด้วยกันงัยล่ะ

เราทานมื้อเช้าไม่หนักมากเพราะเรารู้มาก่อนว่าที่ Bigbang Cafe by 3Birds มีเมนู Egg Salad Open Sandwich (235 บาท) ที่บอกต่อๆกันมาว่าอร่อย เราจึงเตรียมท้องไว้ตั้งแต่เช้าว่าเราจะมาฟินกับสลัดไข่ขาวของที่นี่ หลังจากที่เราชิมเราก็รับรู้แล้วล่ะว่าที่เค้าบอกๆกันมามันดีจริง

สิ่งที่โดดเด่นคือกลิ่นรมควันของขนมปังฝรั่งเศสที่สอดรับกับกลิ่นและรสชาติของผักสลัดร็อคเก็ต แตงกวาดอง พอตักทานพร้อมๆกันกับสลัดไข่เนื้อเนียนปรุงรสและโรยหน้าด้วยพริกไว้เล็กน้อย ก็ทำให้เป็นเมนูที่แสนธรรมดาประจำบ้าน แต่เราคงไม่สามารถทำแบบนี้ทานเองที่บ้านได้แน่ๆ

หลังจากนั้นเราก็เริ่มเข้าสู่เมนูน้ำแข็งใสเกาหลีที่เรียกว่า บิงซู (Bingsu) เป็นของหวานที่ถ้ามาคาเฟ่สไตล์เกาหลีแล้วไม่ได้สั่งก็เหมือนมาไม่ถึงจริงๆนะ

ที่ร้านมีเมนูบิงซูให้เลือกสั่งหลายเมนู เราเลือกและจัดอันดับมาโหวตกันมาลองดูกันว่า เมนูไหนเป็นเมนูที่ชนะผลโหวตและได้รับการคัดเลือกให้สั่งมาทานในวัน Social Moment ของเราวันนี้บ้าง

Red Bean and Matcha Bingsu (355 บาท สำหรับไซต์ S, 350 บาท สำหรับไซต์ L)

น้ำแข็งใสรสนมเกล็ดละเอียดถูกโรยผงชาเขียวมัชฉะเข้มเข้นสลับชั้นกันหลายชั้น ท็อปด้านบนด้วยเวเฟอร์เคลือบชาเขียวและถั่วแดงกวน มีความขมเข้มของมัชฉะเจือนิดๆ ด้านในสุดได้สอดไส้แป้งต๊อกที่เหนียวนุ่มเอาไว้ให้ทานควบคู่กัน สำหรับคอชาเขียวอย่างเราที่สั่งเครื่องดื่มชาเขียวคั่วเข้มโฮจิฉะทานเป็นประจำ ยกป้ายไฟเขียวให้ความเข้มของมัชฉะในบิงซูเมนูนี้ผ่านเข้ารอบเป็นหนึ่งในเมนูมัชฉะที่ชื่นชอบ

Mango Bingsu (245 บาท สำหรับไซต์ S, 365 บาท สำหรับไซต์ L)

ต่อมาเป็นบิงซูมะม่วงบ้าง เราสั่งไซส์เล็กมาหน่อย เพราะถ้วยใหญ่มากถ้าอยากทานหลายเมนูก็ต้องสั่งไซส์เล็กมาผสมกันบ้าง ไม่งั้นคงทานไม่หมด ความอร่อยของบิงซูมะม่วงแต่ละร้านก็จะอยู่ที่การเลือกมะม่วงมาเป็นท็อปปิ้ง บางที่ก็เน้นหวานสุด บางที่ก็แล้วแต่ฤดูหวานๆเปรี้ยวๆ แต่สำหรับที่ Bigbang Cafe จะเลือกมะม่วงที่มีรสเปรี้ยวแซมเล็กน้อย เพื่อให้ไม่เลี่ยนจนเกินไปเมนูนี้จึงลงตัวที่ความหวานแกมเปรี้ยวและมีความมันของนมผสมอยู่ในคำ อร่อยเสมอจริงๆ เป็นเมนูพื้นฐานในการทานบิงซูของเราเลยล่ะ ที่นึกไม่ออกก็ แมงโก้ บิงซูไว้ก่อน

Melon Bingsu (255 บาท สำหรับไซต์ S, 395 บาท สำหรับไซต์ L)

ตาลุกวาวกับเมลอน ที่เราสั่งไซส์เล็กมาก็ถือว่ามีเมลอนวางไว้เต็ม แต่ถ้าไซส์ใหญ่เราเห็นวางปิดมิดจนไม่เห็นน้ำแข็งใสเลยล่ะ แต่ก็ไว้ค่อยกลับมาทานอีกครั้งต่อไป ครั้งนี้ก็ฟินมากแล้ว นอกจากเมลอนที่วางให้กินคู่น้ำแข็งใสโดยรอบ ตรงกลางยังมีเนื้อเมลอนบดเป็นไส้ข้างในด้วย เราชอบตักกินเนื้อเมลอนบดที่อยู่ตรงไส้กลางทานคู่กับน้ำแข็งไสมากกว่าเมลอนที่ตักเป็นลูกเสียอีก เพราะเวลาตักทานพร้อมกันแล้วเข้ากันหวานเย็นชื่นใจ แต่การที่ตักเมลอนเป็นลูกตามเข้าไปเสริมทัพอีกก็ยิ่งอร่อยมากขึ้นไปอีก ยังงัยต้องมาลองกันเองแล้วถึงจะรับรู้ถึงความหอมหวานที่เราไม่สามารถส่งผ่านจอให้ทุกคนได้อร่อยแบบที่เราได้ชิมได้ ไว้มาลองกันดูนะ

Chocolate Popcorn Cake (180  บาท)

และการมาร้านคาเฟ่ก็ต้องมีเมนูเค้กสักหน่อย จากที่เราสั่งบิงซูซึ่งมีรสหวานมันเป็นรสนำแล้วเราจึงเลือกเค้กช็อกโกแล็ตมาเสริมในส่วนของรสเข้มแบบดาร์คช็อคโกแล็ตหนักๆ ก็ถือว่าเข้มและได้ความแปลกตรงที่มีป๊อปคอนวางมาด้วย เราไม่ได้รู้สึกอินกับป๊อปคอนสักเท่าไหร่แต่ก็แปลกดีที่มีป๊อปคอนเสิร์ฟมากับขนมเค้กและตักทานไปแบบไม่เหลือร่องรอยของป๊อบคอน

Mango Tart (160 บาท)

ทาร์ตมะม่วงเมนูนี้ก็อร่อยด้วยรสชาติของมะม่วงเป็นตัวชูโรง ความพิเศษจึงถือว่าเป็นไอเท็มที่อร่อยโดยธรรมชาติ มะม่วงให้มาเยอะดี การจัดหน้าตาถือว่าทำออกมาให้กล้องรัก อยากยกจานมาถ่ายรูปคู่

แล้วเราก็เหลือบเห็นเมนู Detox Juice พลังของความเป็นสายเฮลตี้ก็ผุดขึ้นมารู้สึกรักสุขภาพขึ้นมา อย่างน้อยก็เพื่อหักลบกลบแคลลอรี่ที่เราอร่อยทั้งหมดไปในวันนี้ให้อยู่ในปริมาณที่รับได้ เราสั่งมาชิม 2 แบบ คือ Green Detox  มีส่วนผสมของ Kale,Celery,Green Grapes,Apple,Lemon ( 120 บาท ) และ  Orange Detox  มีส่วนผสมของ Apple,Carrot,Orange ( 120 บาท ) รสชาติคือ เฟรสจูสที่สุด รสค่อนไปทางเปรี้ยวนำส่วนความหวานจะมีแทรกบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นความหวานตามธรรมาชาติที่มีอยู่ในส่วนผสม แต่วัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบก็ไม่ได้มีเมนูไหนหวานนำเป็นพิเศษ ก็แน่ล่ะ Detox Juice เราจะมาถามหาปริมาณความหวานสูงไปทำไมกัน

และมีเมนูอีก 2 อย่างที่สั่งมาชิม คือ ชาเขียวเย็น – Green Tea with Milk (140 บาท สำหรับเมนูร้อน, 150 บาทสำหรับเมนูเย็น, 160 บาท สำหรับเมนูเฟรปเป้) และ ชาไทยเย็น – Thai Tea with Milk (120 บาท สำหรับเมนูร้อน, 130 บาทสำหรับเมนูเย็น, 140 บาท สำหรับเมนูเฟรปเป้) รสชาติก็ถือว่าตามมาตรฐานของเครื่องดื่มเย็น

ส่วนเมนู Real Chocolate Latte (140 บาท สำหรับเมนูร้อน, 150 บาทสำหรับเมนูเย็น, 160 บาท สำหรับเมนูเฟรปเป้) เป็นเมนูรีเควสพิเศสที่เราอยากชิม แล้วก็ฟินเป็นอย่างมากกับความเป็นช็อคโกแล็ตร้อนที่เข้มหวานมัน เราเอามือกุมแก้วแล้วค่อยๆจิบอย่างมีความสุข

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาผ่านไปไวมาก นี่เลยเวลาเที่ยงตรงเข้าไปแล้วได้เวลาของมื้อเที่ยงแก่ๆแล้วสิ เราย้ายมาฝากท้องไว้กับปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่ร้านที่อยู่ติดกันกับ Bigbang Cafe และนี่คือร้านที่สองของ YG Republique Bangkok ที่เราจะเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันเป็นลำดับถัดไป

3 Geori Butcher’s

ของหวานในยามสายแล้วมาต่อที่ร้าน 3 Geori Butcher’s จะพอดิบพอดีกับการเป็นมื้อเที่ยงของเราที่จะเติมเมนูหนักๆลงท้องที่ 3 Geori Butcher’s เป็นปิ้งย่างสไตล์เกาหลีต้นตำหรับที่เราต้องเชื่อในการปรุงและการคัดเลือกวัตถุดิบของ YG Republique ซึ่งเป็นสายตรงเกาหลีขนาดนี้ทุกอย่างถูกเก็บรายละเอียดและถอดแบบรสชาติแบบอ้างอิงกันมาแบบรสต่อรส ใครที่ชอบทานปิ้งอย่างสไตล์เกาหลี 3 Geori Butcher’s เป็นหนึ่งในร้านที่ต้องมาชิมให้ได้ เราแนะนำอย่างตรงไปตรงมา

บรรยากาศของร้านจะตกแต่งสไตล์ล็อฟ โต๊ะเป็นโต๊ะไม้หน้ากว้างดี มีช่องสำหรับวางเตาปิ้งย่างอยู่ตรงกลางพร้อมเตาดูดควัน

การทานอาหารที่ร้านอาหารเกาหลี เอกลักษณ์ที่เราคุ้นเคยกันดีคือการเสิร์ฟ “เครื่องเคียง” และส่วนใหญ่ก็จะเติมได้ไม่อั้นที่นี่เสิร์ฟ กิมจิ ผักยำ ผักดอง รสชาติเข้มข้นดีนะ

ผักดองที่เสิร์ฟ ตักทานคู่กับเนื้อย่าง วางพริก กระเทียมพร้อมตักซอสเยาะลงไปหน่อย เป็นกรรมวิธีการทานปิ้งย่างที่ได้รสชาติอันหลากรสในหนึ่งคำ

ก่อนที่จะลงปิ้งย่าง เราสั่งเมนูเป็นจานๆมาลองชิมก่อน เริ่มต้นที่ ผัดวุ้นเส้นเกาหลีซีฟู้ด (260 บาท) เราชอบความนุ่นหนึบของตัววุ้นเส้น แนะนำให้ทานเสิร์ฟใหม่ๆ ในขณะที่ยังมีควันกรุ่นๆจะเพิ่มดีกรีความหนึบของวุ้น มีความหอมของซอสที่ผัด รสออกไปทางหวานเค็มแบบอ่อนๆ วัตถุดิบซีฟู้ดที่นำมาปรุงเมนูถือว่าเลือกเกรดมาดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ ถ้าเทียบกับราคาของเมนูนี้แล้วถือว่าร้านเลือกวัตถุดิบมาดีมาก

ซุปหมูกิมจิ (240 บาท) มีความเปรี้ยวของกิมจิ ตามแบบฉบับ สำหรับเราเมนูนี้เป็นเมนูพื้นฐานที่เราสั่งทานกันบ่อยๆ เวลามีโอกาสทานร้านอาหารเกาหลี รสชาติของที่นี่จะเผ็ดร้อนซึ่งสำหรับเรา เราชอบรสเข้มข้นแบบนี้

ข้าวผัดหมูกิมจิ (420 บาท) เมนูนี้ก็ออกไปทางเข้มข้นแบบซอสเคลือบข้าวทุกเม็ดจริงๆ เราว่าเป็นจุดเด่นของ 3 Geori Butcher’s  ก็ว่าได้นะที่แต่ละเมนูที่ปรุงเสิร์ฟ รสชาติจะชัดเจน เรากับว่าเป็นคัดเครื่องปรุงก้นหม้อหรือซอสก้นขวดที่จะมีความเข้มเป็นพิเศษมาปรุง อันนี้เป็นการเปรียบเปรยของเรา ร้านคงไม่ได้เทซอสด้านบนออกอย่างที่เราเปรียบเปรยหรอก

พิซซ่าเกาหลีหน้าซีฟู๊ด (320 บาท) เป็นเมนูที่ทางร้านแนะนำ วัตถุดิบที่เป็นซีฟู้ดใส่มาแน่น แป้งกรอบนอกนุ่มใน ทานในขณะที่ยังร้อนอยู่อร่อยมาก ถ้าหาก 3 Geori Butcher’s ขยายร้านเปิดสาขาไปตามห้างเมื่อไหร่ เราคงได้แวะมาทานเมนูนี้เป็นมื้อเที่ยงอยู่บ่อยๆแน่ๆ

ผัดปลาหมึก หมูสไตล์บูลโกกิ (320 บาท) เมนูนี้ก็มาสายเข้มเหมือนกับเมนูอื่นความเป็นบูลโกกิและสีสันของเมนู คงสื่อออกมาได้ถึงความเข้มของซอสสไตล์เกาหลี

จากนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะมาต่อกันที่ เนื้อวากิวริบอายเกรดพรีเมี่ยม ขนาด 150 กรัม (1320 บาท) เป็นไฮไลท์ที่เรารอคอย เห็นลายไขมันที่แทรกตัวอยุ่ในวากิวแล้วความคิดถึงรสชาติตอนกัดเนื้อวากิวนุ่มๆเข้าไปในปากก็ชัดเจนในหัวเราแล้ว

วากิวเป็นเนื้อพิเศษ กระบวนการย่างก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญไม่งั้นอาจจะไหม้เพราะไขมันที่แทรกกระจายตัวอยู่ในเนื้อวากิว และอาจสุกไม่ทั่วหากพลิกในจังหวะที่ไม่ดี แต่ไม่ต้องกังวลเพราะที่นี่มีพนักงานคอยบริการในการปิ้งย่างและตัดเนื้อให้ แต่ถ้าหากอยากจะลองทำเองก็แจ้งได้ แนะนำว่าให้พนักงานทำให้ดีกว่า เราเตรียมตะเกียบคอยคีบเนื้อที่ย่างใหม่ๆทานให้อร่อยก็พอ

ปกติถ้าหากเราทานวากิวย่าง เราจะไม่จิ้มน้ำซอสอะไร เพราะอยากสัมผัสกับความฉ่ำลิ้นของเนื้อวากิวโดยธรรมชาติ

และเราก็สั่งเป็น ชุดเนื้อหมูรวม 3 ส่วน เนื้อส่วนสันคอ เนื้อส่วนไหล่ เนื้อสามชั้น (ไซส์ 840 บาทแนะนำสำหรับทาน 2 ท่าน, ไซส์ 1140 บาท แนะนำสำหรับทาน 3-4 คน) มาประกอบกันเพราะหากทานวากิวอย่างเดียว นอกจากจะสูงแล้ว การทานมากไปก็อาจทำให้เลี่ยน การมีเนื้อแน่นๆมาทานผสมก็น่าจะเป็นสัดส่วนที่ลงตัวของมื้ออาหาร แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความชอบและความโปรดปรานของแต่ละคนนะ

มีพนักงานมาคอยย่างให้เช่นกัน อย่างที่เราได้เอ่ยไว้ว่าเตรียมตัวอร่อยอย่างเดียว

ใช้เวลาชั่วครู่เดียวเนื้อหมูก็เปลี่ยนสี พนักงานบรรจงตัดและพลิกให้หมูสุกอย่างทั่วถึง

เนื้อหมูที่ย่างคราวนี้ เราจะเริ่มชิมแบบจุ่มซอสของทางร้านแล้วล่ะ

ทางร้านมีซอสอยู่ 3 แบบเสิร์ฟวางรอไว้ ได้แก่ การ์ลิคมัสตาร์ด (หวานอมเปรี้ยว) ซัมจัง (เค็ม) และซอสหัวหอม (เค็มและหวานเล็กน้อย) อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

บรรยากาศของการทานปิ้งย่างและชมวิวสูงๆในย่านพระราม 9 ไปด้วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและโมเมนต์แบบนี้เราว่า ไม่ค่อยหาได้ตามร้านอาหารทั่วไปนะ ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมื้ออาหารแต่ไม่มีเวลามากพอที่จะเดินทางไปต่างจังหวัด การมาทานปิ้งย่างที่ 3 Geori Butcher’s ก็น่าสนใจมากทีเดียว

หลังจากที่เราแน่นมากกับปิ้งย่าง เราจึงลงไปเดินเล่นในห้าง SHOW DC เพื่อช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กระบวนการย่อยของเราได้ทำงานกันอย่างเต็มที่สักหน่อย ร้านอาหารที่ห้างนี้มีแต่ห้างที่ไม่ค่อยคุ้นตา หลายร้านสำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปินเกาหลีก็คงคุ้นเคยกันดี ร้านจะมีความน่ารักใสๆ เดินผ่านแล้วก็รู้สึกพลังความเป็นไวรุ่นในตัวฟูฟ่องขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ชั่วครู่เดียวก็ใกล้จะหมดวัน เราจึงกลับขึ้นมาที่ YG Republique อีกครั้ง

เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เรารอคอยกับการมาดูวิวพระอาทิตย์ตกที่นี่ ซึ่งจะต่อเนื่องกับร้านที่สามที่เราจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ K-Pub ชื่อเป็นผับแต่บรรยากาศชิลมากกว่าผับ ถ้าจะให้เราเรียกตามคำที่เราคุ้นเคยในวงการโรงแรมและร้านอาหาร บรรยากาศแบบนี้ เรามักจัดอยู่ในหมวดของ Rooftop Bar & Restaurant

และนี่คือบรรยากาศที่เราเก็บมาฝากจาก K-Pub เป็นรูฟท็อปที่เราสามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ

K-Pub

ร้าน K-Pub ก็เป็นร้านที่อยู่ติดกับ 3 Geori Butcher’s เริ่มให้บริการในช่วงเย็นตั้งแต่ 18:00 – 02:00 น เมนูจะเป็นอาหารเกาหลีและเมนูฟิวชั่นต่างๆ พร้อมเครื่องดื่มตามสไตล์ของร้าน

 

การตกแต่งของร้านจะมีกลิ่นอายของความสไตล์ Rustic จากบาร์ที่มีไม้และมีความโมเดิร์นของโทนสีดำที่ตัดกับแสงสีส้มแกมเหลืองของไฟในร้าน ทำให้บรรยากาศดูเคลิ้มและน่าหลงไหล

จุดขายของ K-Pub ที่เรายังไม่ได้สัมผัสเมนูอาหารก็ต้องบอกว่ามีบรรยากาศเป็นตัวชูโรง ที่นั่งมีทั้งโซนอินดอร์และเอาดอร์

แถมยังมีให้เลือกนั่งสองชั้น ชั้นหนึ่งเหมาะที่จะนั่งชิล ฟังดนตรีสด แต่ชั้นสองจะเป็นรูฟท็อปของจริงที่จะนั่งอิ่มท้องไปพร้อมๆกับวิวยามค่ำคืนของเมืองกรุงเทพฯ ย่านพระราม 9

เป็นมุมเปิดที่สวยดี

ตัวร้านอยู่ขนานกับถนนและไม่มีตึกสูงมาบัง ทำให้มองเห็นวิวไฟเมืองที่สวย

จากนั้นเราก็มาเริ่มสั่งเมนูมาลองชิมกัน เริ่มกันที่ ยำปลาแซลมอน (260 บาท) รสจัดสะดุ้งแซ่บ

เสิร์ฟใส่แก้วช็อตและวางในน้ำแข็งเกล็ด ช่วยให้ทานง่ายและได้รสชาติที่สดของเนื้อแซลมอน

เราตั้งใจที่จะสั่งเมนูเบาๆ มาทานแต่เมนูซิกเนเจอร์อย่าง ไก่ทอดสไตล์เกาหลีเสิร์ฟพร้อมพริกหวาน (ไซส์ S 240 บาท, ไซส์ L 420 บาท) ที่เป็นเมนูเด็ดของร้าน เราจึงพลาดไม่ได้ ใครที่ชอบทานไก่ทอดเกาหลี ซึ่งเสิร์ฟพร้อมหัวไชเท้าดอง รสชาติหวานเผ็ดนิดๆแบบซอสพริก ซึ่งเป็นรสชาติแบบฉบับของไก่ทอดเกาหลี และยังคงความเข้มข้นตามสไตล์ของครัวที่นี่

 

ถือว่าเป็นเมนูที่สั่งมาทานเล่นๆ เปิดเป็นเมนูแรกได้ สำหรับใครที่ตั้งใจมาทานอาหารที่นี่

เมนูพิเศษของทางร้านอีกหนึ่งเมนู คือ Y.G Cripy Salad มิกซ์สลัดปลาเส้นทอดกรอบ เสิร์ฟพร้อมซีฟู้ดมายองเนส (220 บาท) เป็นการทอดปลาเส้นที่แม้ราดน้ำซอสลงไป เส้นก็ยังคงกรอบ น้ำซอสที่เสิร์ฟอย่าลืมสังเกตว่าเป็น ซีฟู้ดผสมมายองเนส รสจึงออกเผ็ดสะดุดลิ้น เรายกให้เมนูนี้เป็นเมนูปลุกลิ้นให้ตื่น เพราะน้ำราดที่เสิร์ฟมานั้น ไม่ได้ออกรสเผ็ดแบบชัดเจนอาจเพราะมีมายองเนสผสมอยู่ แต่เราจะรับรสได้ที่ปลายลิ้นเล็กๆ ทำให้เรารู้สึกตื่น นี่เป็นเหตผลที่เราเรียกว่าเมนูปลุกลิ้น

YG Republique

เส้นปลาที่ทอดมากรอบและไม่อมน้ำมัน และวางไประยะหนึ่งก็ยังคงกรอบอยู่ ทางร้านได้บอกว่าแป้งที่นำมาทอดผสมมาจากแป้งหลายชนิดที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน

และอีกหนึ่งเมนูคือ Dduckbokki (290 บาท) เข้มข้นอีกเช่นเคยต๊อกนุ่มหนึบกับซอสที่รสชาติออกไปทางเปรี้ยวหวาน

ปิดท้ายเมนูสุดท้ายที่ มักกะโรนีอบชิสสไตล์เกาหลี (280  บาท) เราก็เป็นหนึ่งในสายชีสเลิฟเวอร์ เมื่อได้เห็นเมนูอะไรที่มีชีสอัดแน่นเราก็ไม่พลาดที่จะสั่ง อร่อยเต็มชีสเต็มคำ นี่เรากำลังหิวและอยากทานเมนูนี้อีกแล้วในขณะที่กำลังเล่าให้ทุกคนอ่าน

และที่ขาดไม่ได้ในความเป็นผับคือเครื่องดื่ม เรามีโอกาสได้ลองจิบนิดๆกับ K-PUB Bomb ระดับความมืนถือว่าแรงเพราะจิบเล็กน้อยก็หน้าแดงแล้วสำหรับเรา เราชอบการนำเสนอมากกว่า ที่จะเสิร์ฟแบบจุดไฟและโดมิโนแก้วชอตให้ตกลงไปในแก้ว ต้องอาศัยความชำนาญในการเสิร์ฟเลยล่ะเมนูนี้

ไฟลุกให้เห็นกันอย่างนี้เลยดุน่าตื่นเต้นจังหวะที่แก้วช็อตตกลงไป ทุกคนก็ส่งเสียงเฮ ต่างฝ่ายต่างลุ้นและเอาใจช่วย

เราเน้นไปที่ม็อกเทล กันมากกว่าสำหรับมื้อนี้ ทางร้านแนะนำ K-Breeze (165 บาท) และ Apple and Mint Cooler (165 บาท) ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวเป็นรสนำ มีความหอมและหวานของมิ้นแทรกอยู่เล็กน้อย K-Breeze ที่เป็นแก้วสีชมพูแดง จะให้รสชาติที่หวานกว่า

และก็หมดวันไปกับการนั่งชมวิว ฟังดนตรีสดและคุยกับเพื่อนๆไปกลุ่มไปสักพัก แล้วเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ถือว่าจบสิ้นวัน “Social Moments of the Day” ของเราในวันนี้ เป็นยังงัยกันบ้าง รสชาติตั้งแต่ช่วงสายจรดค่ำที่เราเติมเต็มวันพักผ่อนของเราที่ YG Republique Bangkok ให้บรรยากาศที่ไม่ซ้ำกันเลยทั้งสามร้าน ทุกร้านล้วนมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ มีบรรยากาศดีดีให้แชะลงโชเชียลมีเดีย หากมีโอกาสคงได้กลับมาเติมฟิลลิ่งแบบนี้อีก โดยที่ไม่ต้องมาครบทุกร้านในวันเดียวแบบนี้ตลอด เราเชื่อว่าบางวันเราก็อยากทานเฉพาะปิ้งย่าง บางทีตอนเย็นเราก็อยากชิลๆที่รูฟท็อป ถือว่าวันนี้เราพาทัวร์ ใครที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศไหนก็ลองตามมาชิมดูนะ

ข้อมูล YG Republique Bangkok

Bigbang Cafe by 3Birds  | 3 Geori Butcher’s | K-PUB

ที่ตั้ง : ชั้น 6 ห้าง Show DC (พระราม 9)
เวลาเปิด-ปิด : 10:00 – 22:00 น.
เบอร์โทร : 02 111 5441
Facebook : https://www.facebook.com/YGBKK/
Instagram : https://www.instagram.com/YGBKK/


  • 2
    Shares