ประสบการณ์เมนูอาหารระดับ มิชลินสตาร์ เชฟ Franck Putelat ห้องอาหาร La VIE, โรงแรม วี กรุงเทพฯ

สำหรับบทความนี้ SOTRAVELER ขอมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสกับเมนูอาหารระดับ มิชลินสตาร์ เชฟ ระดับ 2 ดาว เชฟ Franck Putelat ที่บินตรงมาจากฝรั่งเศส เพื่อมารังสรรค์เมนูอาหารระดับ World Class ให้ได้ชิมกันถึงที่โดยที่ไม่ต้องบินไกลไปถึงประเทศฝรั่งเศส ณ ห้องอาหาร La VIE – Creative French Cuisine ชั้น 11 โรงแรม วี กรุงเทพฯ

ห้องอาหาร La VIE , โรงแรม วี กรุงเทพฯ เป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสในระดับ Fine Dining ที่มีมาตฐานการบริการที่ดีเยี่ยม มีการคัดสรรค์วัตถุดิบที่มีคุณภาพชั้นเลิศ เพื่อบริการให้กับแขกที่มาทานที่นี่

หากคุณมาทานอาหารที่ La VIE รับรองได้เลยว่า นอกจากบรรยากาศอันหรูหราที่ช่วยเพิ่มอรรถรสของมื้ออาหารของคุณแล้ว คุณจะพบกับเมนูอาหารที่ค่อนข้างพิเศษและแตกต่างจากที่อื่น เสิร์ฟมาในจานที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ตามสไตล์ของอาหารฝรั่งเศส ที่ให้ความพิถีพิถันทั้งรสชาติและหน้าตาของอาหาร พร้อมกับการบริการอย่างมีมาตรฐานระดับโรงแรมห้าดาว

“ห้องอาหารที่นี่ เป็นอีกห้องอาหาร ที่มีแขกมาใช้บริการประจำจนเป็นแขกระดับ VIP”

คุณจะไม่แปลกใจเลย หากคุณชอบอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ที่นี่จะกลายเป็นครัวประจำบ้านของคุณอีกหนึ่งที่ จากประสบการณ์ที่ผมสัมผัสมา ผมเชื่ออย่างนั้น

มิชลินสตาร์ -La-VIE-Hotel-Franck Putelat00001

เชฟ Franck Putelat ออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า ฟร้องต์ ปูเตลาท์ เชฟผู้รังสรรค์เมนูพิเศษให้ SOtraveler ได้อิ่มเอมในค่ำคืนนี้ เป็นเจ้าของโรงแรมเลอ ปาร์ค (Hôtel Le Parc) เมืองการ์กาซอน (Carcassonne) ประเทศฝรั่งเศส ฝีมือการปรุงอาหารอาหารของเชฟ Franck Putelat การันตีความเป็นเลิศในฝีมือทางด้านอาหารด้วยมาตฐานอันเป็นที่ยอมรับระดับโลกคือ มิชลินสตาร์ ระดับสองดาว

เชฟ Franck Putelat เป็นที่รู้จักในเรื่องการรังสรรค์สุดยอดเมนูอาหารที่ไม่มีกรอบและกฎเกณฑ์ ทำให้อาหารของเชฟมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร เชฟ Franck Putelat ยังได้รับการยอมรับในเรื่องของความพิถีพิถัน และการใส่ใจในรายละเอียด ของอาหารที่เค้าทำเป็นอย่างมาก
มิชลินสตาร์ เชฟ Franck Putelat

“ทุกๆจานของเขา จะได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถัน และนี่คือหัวใจของรสชาติอาหาร”
เชฟฟร้องต์ ปูเตลาท์

มิชลินสตาร์ -La-VIE-Hotel-Franck Putelat00003

หากได้เห็นงานดีไซน์ การเดคคอเรทห้องอาหาร โรงแรม เลอ ปาร์ค (Hôtel Le Parc) ที่เชฟ Franck Putelat เป็นเจ้าของ จะเห็นว่าตกแต่งด้วยโทนสีขาว เน้นเฟอร์เจอไม้สีอ่อน ประดับด้วยขนเฟอร์นุ่ม ๆ ผมมองดูภาพรวมคล้าย ๆ กับบรรยากาศของ เทือกเขา ชูคา (Jura) ) ที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส อันเป็นเทือกเขาที่มีความสวยงาม ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจี

ซึ่งเชฟได้เอ่ยไว้ว่า ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการปรุงอาหารของเค้า พอได้ยินอย่างนี้ พลันนึกถึง การตกแต่งห้องอาหาร โรงแรม เลอ ปาร์ค (Hôtel Le Parc) ว่าน่าจะมีแรงบรรดาลใจ มาจากสถานที่เดียวกันรึปล่าว

ด้วยความทรงจำและความพิเศษในรายละเอียดอันสวยงามนี้ โรงแรม วี กรุงเทพฯ จึงได้ตกแต่งห้องอาหาร ในช่วงที่เชฟ Franck Putelat มาแสดงฝีมือรังสรรค์เมนูอาหาร ที่ห้องอาหาร La VIE ด้วยขนนกฟู ๆ และเฟอร์สีขาว เพื่อจำลองกลิ่นอายบรรยากาศของห้องอาหารที่ โรงแรม เลอ ปาร์ค (Hôtel Le Parc) ออกมาเล็ก ๆ

มิชลินสตาร์ -La-VIE-Hotel-Franck Putelat00002

สำหรับโอกาสนี้ SOtraveler ขอพาทุกท่านมาติดตามอ่านมื้อค่ำสุด exclusive สร้างสรรค์โดย มิชลินสตาร์ เชฟ Franck Putelat กับ อาหารทั้งหมด 7 คอร์ส รับประทานจับคู่กับไวน์รสเลิศ เพื่อให้สมกับเป็นมื้ออาหารสุดแสนพิเศษในค่ำคืน “มิชลินสตาร์ไนท์ แอน ไวน์แพริ่งดินเนอร์” เป็นชื่อที่ผมตั้งให้กับค่ำคืนนี้ Return of The Touch of Excellence! เป็นชื่ออย่างเป็นทางการ

ผมเดินทางไปถึง ห้องอาหาร La VIE – Creative French Cuisine ประมาณ 18.30 น. อาหารเริ่มเสิร์ฟเวลา 1 ทุ่มตรง จึงไปถึงล่วงหน้าสักเล็กน้อยเพื่อนั่งเพลิน ๆ กับบรรยากาศและเสียงเพลงบรรเลงจากเปียโน

ก่อนที่จะเสิร์ฟอาหารจานแรก พนักงานเริ่มรินสปาร์คกลิ้งไวน์ลงในแก้วแรก ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด
Louis Roederer Brut Premier Champagne เป็นแชมเปญที่จัดอยู่ในกลุ่มของสปาร์คกลิ้งไวน์คุณภาพชั้นเลิศ เปรียบเสมือนผู้ชายที่มีลักษณะนิสัยตรง ๆ ชัดเจน สี กลิ่น รส กระตุ้นสัมผัสแรกเริ่มของมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี ได้ความรู้สึกสดชื่นซาบซ่าส์ แชมเปญหลุยส์ โรเดอ-แรบูร์พรีเมียร์

มิชลินสตาร์ -La-VIE-Hotel-Franck Putelat00007

จานแรกเป็น # Amuse-Bouche เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบพอดีคำ
ซึ่ง Amuse-Bouche เป็นเมนูอาหารที่น่าตื่นเต้นและท้ายทายความสามารถในการสร้างสรรเมนูของ มิชลินสตาร์เชฟ เป็นอย่างมาก เราจะ ที่ไม่สามารถคาดเดาอาหารที่จะเสิร์ฟได้เลย เนื่องจากทางเชฟจะใช้ความครีเอทีพรังสรรค์อาหารให้เหมาะสำหรับโอกาสนั้น ๆ ในค่ำคืนนี้ ทาง เชฟ Franck Putelat ปรุงออกมาเป็น 3 เมนูในจานเดียว คือ Foie Gras Macaron, Peanut Chiffon และ Truffles Croquettes ในแต่ละคำ มีความซับซ้อนที่เป็นการผสมผสานกันระหว่าง รสชาติ และ กลิ่น ของวัตถุดิบ สิ่งที่บรรยายความอร่อยของ 3 เมนูนี้ได้ดี คือ รอยยิ้มที่แสดงออกมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ของทุกองค์ประกอบบนใบหน้า เป็นการเริ่มมื้ออาหารได้ดีมาก

มาต่อกันด้วย สตาร์ทเตอร์เมนู ที่ชื่อว่า # Tartare of Beef, Tenderloin, Tarbourieh Oyster, Puffed Potato
ที่ยังคงทานคู่กับ แชมเปญ หลุยส์ โรเดอ-แรบูร์พรีเมียร์ ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการทานคู่กับหอย, ปู, และล็อบสเตอร์

เมนูนี้คือ ทาร์ทาร์ที่ประกอบไปด้วยเนื้อวัว, เทนเดอร์ลอยน์หรือเนื้อสันใน, หอยนางรม Tarbouriech นำมาสับและปรุงรสเข้าด้วยกัน เสิร์ฟพร้อม มันฝรั่งทอดทรงรี เมนูนี้ให้รสชาติที่กลมกล่อม เป็นความเข้ากันอย่างลงตัวของวัตถุดิบและส่วนผสมแต่ละรายการ เกิดเป็นความอร่อย อย่างที่ผมไม่เคยได้ลองรสชาติประมาณนี้มาก่อน

จานถัดมาคือ 3 # Creme du Barry, Scallop, Cauliflower, Oscietra Caviar
เชฟแนะนำให้ทานคู่กับไวน์ 2015 Domaine Vacheron Sancerre Blanc, Loire ไวน์ขาวจากเมือง Loire ประเทศฝรั่งเศส เหมาะกับการทานคู่กับ อาหารทะเลที่มีความมันแทรกอยู่ จานนี้มีตัวเอกเป็น หอยเชลล์ขนาดใหญ่ ราดด้วย ซุปครีมกะหล่ำดูว์ บารี โรยด้วยออสเซ็ตตร้า คาร์เวียร์ เป็นเมนูที่คัดสรรมาแต่วัตถุดิบ ที่ดีที่สุดมาจริงๆ นอกจากนี้ ผมยังสังเกตเห็นว่า จานนี้ เชฟได้เริ่ม แสดงผลงานศิลปชั้นเยี่ยมด้วยการตกแต่งจานออกมาอย่างสวยงามและตื่นตาเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ

วัตถุดิบทุกรายการ ส่งตรงมาจากฝรั่งเศสทั้งสิ้นเพื่อคงคุณภาพและรสชาติตามที่เชฟได้ออกแบบไว้ ดังนั้นรสชาติและสัมผัสที่ได้รับทุกรายการในค่ำคืนนี้ ไม่ต่างกับการเดินทางไปทานถึงประเทศฝรั่งเศสเลยจริง ๆ

มาต่อกันด้วยจานที่ 4 # Celery, Black Truffle, Hazelnut
เป็นการนำ Celery Root หรือ แซเลอรี่แอ็ค (Celeriac) หัวของต้นแซเลอรี่ ซึ่งเป็นพืชอยู่ในตระกูลเดียวกับคื่นไฉ่ อันเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรป มาปรุงเป็นเมนูนี้ โดยเชฟได้บอกว่า เชฟได้ใช้ทุกส่วนประกอบของ Celeriac เพื่อรังสรรค์เมนูนี้ออกมา

การเสิร์ฟยังนำหัวแซเลอรี่แอ็ค ที่เชฟอบเรียบร้อย มาขูดแล้วเสิร์ฟกันที่โต๊ะอาหาร ถ้าไม่นำหัวแซเลอรี่แอ็ค มาเสิร์ฟให้ดูผมคงเดาว่า วัตถุดิบตระกูลมะพร้าว เพราะให้รสชาติและกลิ่นคล้ายกับการทานเนื้อมะพร้าวผสมมันบด ได้ความมันและความนุ่มของเนื้อแซเลอรี่แอ็ค เชฟยังปรุงเข้ากับเห็ดทรัฟเฟิลดำและฮาเซลนัท ที่ทั้งสองสิ่งมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมนูนี้ยังคงทานคู่กับไวน์ 2015 Domaine Vacheron Sancerre Blanc, Loire เช่นกัน

ตามต่อกันด้วยอาหารจานหลัก 5 # Sea-bass a la Grenobloise, Shallots, Lilliput Capers

ปลากะพงสไตล์ Grenobloise (style of Grenobloise) ซึ่งที่มา มาจากคำว่า “of Grenoble” เมืองที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ปรุงด้วยเนย, หอม, คาเปอร์ จากเมือง Lilliput รสชาติของเมนูนี้ ออกไปทางเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์การปรุงแบบ Grenobloise เมื่อได้ทานคำแรก สิ่งที่รู้สึกได้อย่างทันทีก็คือ ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมาก จากความเด่นของรสเปรี้ยวที่นำรสอื่น ๆ และแสดงรสออกมาอย่างชัดเจน ความหอมของเครื่องปรุงล้วนช่วยกันเติมเต็มความอร่อยของเมนูนี้ได้อย่างสมบูรณ์

เชฟแนะนำไวน์ 2015 Domaine Vacheron Sancerre Blanc, Loire เพื่อทานคู่กับอาหารรายการนี้เช่นกัน

ต่อกันด้วยอาหารจานหลักอีกจาน 6 # Saddle of Lamb, Aubergine Moussaka, Quinoa เนื้อสันหลังแกะ ปรุงด้วยซอสมูสซากา (อาหารของกรีก มีรสชาติเข้มข้นของซอสเนื้อ, มะเขือยาวและมีความหอมมันของชีส)  โรยด้วยเมล็ดควินัว (พืชโบราณของชาวอินคาปลูก เป็นพืชตระกูลที่ใกล้เคียงกับผักขมหรือผักปวยเล้ง และมีประโยชน์อย่างมากเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหล่าธัญพืชชนิดอื่นๆ) ความนุ่มของเนื้อสันหลังแกะที่ถูกปรุง ทำให้ได้สัมผัสที่นุ่มลิ้น บวกกับกลิ่นหอมๆ ของซอสที่ราดมาเพียงพอถวิลถึง สร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจในการทานเมนูนี้ได้เป็นอย่างดี

เชฟได้แนะนำให้ทานคู่กับไวน์แดง 2009 Domaine Puech Noble Rouge, Rene Rostaing, Coteaux de Languedoc ที่ผลิตจากองุ่นหลากหลายสายพันธุ์บนเทือกเขา Rhone ที่อยู่ทางตอนใต้ประเทศฝรั่งเศส เหมาะกับการนำมาทานคู่กับเนื้อแกะโดยตรง

ดำเนินมาถึงเมนูของหวาน 7 # Popcorn, Chocolate, Caramel, Passion Fruit
ชื่อดูเรียบง่าย แต่มากมายในรสชาติและสัมผัส เต็มเปี่ยมไปด้วยความอร่อยอย่างสุดซึ้ง ป๊อปคอร์น, ช็อกโกแลต, คาราเมล, วุ้นเสาวรส, ไอศครีม และขนมที่เป็นแท่ง ๆ เนื้อคล้ายเมอแรงสอดไส้ด้วยซอสเสาวรส เป็นความหลากหลายของของหวานที่ผสมกันลงตัว รสชาติอย่างละนิดละหน่อย ความแตกต่างของแต่ละเนื้อสัมผัส กลับมีความเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปิดท้ายด้วย Mignardises อันเป็นขนมหวานชิ้นเล็กๆ สำหรับ ทานคู่กับชาอุ่นหอมๆ เพื่อเป็นการปิดท้ายมื้ออาหาร

มิชลินสตาร์ เชฟ - Mignardises

ถือว่าการได้มารับประทานเมนูอาหารระดับ มิชลินสตาร์ เชฟ Franck Putelat ที่ห้องอาหาร La VIE, โรงแรม วี กรุงเทพฯ เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ แต่ละเมนูที่ เชฟ Franck Putelat รังสรรค์ออกมา ล้วนสร้างความตื่นเต้นและ สร้างความสุขกับการรอคอยที่จะได้ลิ้มลองอาหารแต่ละเมนูเป็นอย่างมาก

ผนวกกับบรรยากาศอันหรูหราและแสนโรแมนติคของห้องอาหารฝรั่งเศส La VIE – Creative French Cuisine ของ โรงแรม วี กรุงเทพฯ ทำให้มื้ออาหารมื้อนี้ สร้างประสบการณ์พิเศษของมื้ออาหารที่น่าจดจำ สำหรับ SOtraveler อีกค่ำคืนนึง

มิชลินสตาร์ เชฟ

สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตาม SOtraveler และอยากมีประสบการณ์ดี ๆ ในมื้ออาหารกับมิชลินสตาร์ แบบนี้บ้าง ทาง โรงแรม วี กรุงเทพฯ ยังจะจัดแบบนี้ขึ้นอีก 3 ครั้ง คงต้องติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวกันไว้ดีดี

และแน่นอนว่า SOtraveler ไม่พลาดที่จะมาแจ้งข่าวแฟน ๆ แน่นอนครับ ซึ่งมิชลินสตาร์ ที่จะมารังสรรค์ฝีมือนั้น ต้องผ่านการคัดสรรและบินไปเชิญถึงประเทศฝรั่งเศส บางท่านเรียกได้ว่า จีบแล้วจีบอีก นั่งถูหน้าร้านอยู่หลายรอบ กว่าจะจีบให้มารังสรรค์เมนูอาหารสุด exclusive ให้พวกเราได้ลิ้มรสกัน

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ประสบการณ์เมนูอาหารระดับ มิชลินสตาร์ เชฟ Franck Putelat ห้องอาหาร La VIE, โรงแรม วี กรุงเทพฯ

ติดต่อสอบถาม เปิด ปิด