• 110
    Shares

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน SOtraveler.com ครับ ในรีวิวฉบับนี้เราอยากพาท่านไป นั่งเล่น นั่งคุย สบายๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมทานอาหารระดับ fine dining ที่ห้องอาหาร rooftop ใจกลางสุขุมวิท ที่ห้องอาหาร ลาพาร์ต (L’Appart) รูฟท็อปบาร์ แอนด์ เรสเตอรอง โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit

ทำไม fine dining ส่วนใหญ่บรรยากาศมักจะทางการ?

นี่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองตลอด แทนที่ประสบการณ์แห่งความสุขของเราจะถูกใช้ไปกับคนสนิท ในที่ ๆเราและเขาต่างเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด?

“วันนี้ผมจึงอยากเชิญชวนทุกท่านมานั่งเล่นที่อพาร์ทเม้นท์ของผม”

 

นั่นเพราะคำว่า ลาพาร์ต (L’Appart) หรือ “ลาพาร์ตเตอมองต์” (l’appartement) ในภาษาฝรั่งเศส ก็แปลว่า “อพาร์ตเม้นต์” นั่นเอง ลาพาร์ต รูฟท็อปบาร์ แอนด์ เรสเตอรองท์ เป็นหนึ่งในห้องอาหารซิกเนเจอร์ภายในโรงแรม โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับการรับประทานมื้อค่ำด้วยคอนเซ็ปท์การตกแต่งเนรมิตพื้นที่ทั้งชั้น 32 ให้กลายเป็นอพาร์ตเม้นต์สไตล์ปารีเซียง เหมือนเป็นการยกอพาร์ตเม้นต์ส่วนตัวจากฝรั่งเศสมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อให้แขกที่มาเยือนรู้สึกว่ากำลังได้ชักชวนเพื่อนๆมาแฮงค์เอ้าท์ในอพาร์ตเม้นต์ส่วนตัวของตนเอง โดยแต่ละโซนของร้านจะถูกแบ่งออกเป็นบาร์สุดฮิป ห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัว ห้องสมุด รวมทั้งระเบียงด้านนอกที่เปิดให้เห็นกรุงเทพฯแบบ 180 องศาครับ

ความพิเศษของที่นี่ไม่ใช่เพียงแค่บรรยากาศเท่านั้นแต่ยังรวมถึงอาหารที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่แสนอร่อยน่าประทับใจจาก เชฟนิโก้ (Nicolas Basset) เฮดเชฟแห่ง ลาพาร์ต รูฟท็อปบาร์แอนด์เรสเตอรองท์

สำหรับอาหารจานแรกที่ผมอยากพาทุกท่านไปเรียกน้ำย่อยด้วยกันคือ เมนูไฮไลท์ Smoked Atlantic Octopus, Ratte Potatoes, Black Garlic Aioli (690.-/1,200.-) ปลาหมึกยักษ์รมควันที่นำเทคนิคการปรุงสมัยใหม่มาผสานกับรสชาติของอาหารสเปนยอดนิยมที่เรียกว่า Pulpo alla Gallega

นอกจากความกลมกล่อมแล้ว ยังเป็นเมนูที่มีการเสิร์ฟด้วยเทคนิคการรมควัน (ตอนนี้เชฟจะย้ำให้แขกหยิบกล้องขึ้นมาตั้งค่าในโหมดสโลโมชั่นเพื่อเก็บภาพก่อนรับประทาน) สำหรับจานนี้สิ่งที่เด่นมากคือเนื้อปลาหมึกที่ผ่านการ Sous-vide จนนุ่มละลายในปากและกลิ่นของไม้รมควันที่สร้างมิติให้กับอาหารจานนี้จนเผลอตักคำต่อไปโดยไม่รู้ตัว

 

จานที่สอง Wild Mushroom Risotto, Champagne, Parmesan, Seasonal truffle (420.-/640.-) คือข้าวสายพันธุ์ Arborio ที่ค่อยถูกปรุงในน้ำน้ำสต๊อกแชมเปญ และสร้างมิติของรสชาติด้วยพาร์เมซานชีสนำเข้าและ black truffle จากอิตาลี ถึงแม้จานนี้จะเป็นอาหารอิตาเลี่ยนแท้แต่เชฟก็สามารถสร้าง twist ด้วยการใช้แชมเปญจากฝรั่งเศส สร้างรสชาติหอมหวานในเนื้อครีมของข้าวที่สุกแบบ Al dente คือ ไม่เละ ไม่นิ่มจนเกินไป แต่หากใครไม่ชอบความสุกแบบนี้สามารถสั่งให้เชฟปรุงสุกเลย Al dente ไปได้เลยครับ เชฟเข้าใจ

Seared Patagonian tooth fish, Pearl Barley, Mussel, Saffron (1,200.-) เนื้อปลาหิมะชิ้นหนาที่ถูกย่างบนกระทะจนผิวกรุบกรอบบ่งบอกถึงความใส่ใจในการปรุงของเชฟได้เป็นอย่างดี เสิร์ฟบนข้าวบาร์เล่ หอยแมลงภู่ และซอสหญ้าฝรั่น สำหรับจานนี้ผมรู้สึกว่ารสชาติโดยรวมเข้ากันดีมากเป็นจานที่ทานแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

Duck breast, Roasted Pumpkin, Braised cabbage (790.-) เมนูอกเป็ดซอสส้มดั้งเดิมจากฝรั่งเศส ที่ฟิวชั่นองค์ประกอบแบบ Asian ลงไป ด้วยการใช้ฟักทองญี่ปุ่นย่างและผักดอง ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ที่แปลกใหม่เมื่อได้เปลี่ยนเครื่องเคียงที่ทานคู่กับอกเป็ด

Soya Glazed Pork Belly, Celeriac in Variation (790.-) ได้แรงบันดาลใจจากอาหารญี่ปุ่น โดยใช้วิธีตุ๋นเนื้อหมูสามชั้นในน้ำซุปที่ผสมมิรินและซอสถั่วเหลืองจนนุ่มเข้าเนื้อเสิร์ฟกับซอสที่ให้รสเปรี้ยวเพื่อตัดรส ปิดท้ายด้วย texture แบบไทยที่เราคุ้นเคยด้วยหนังหมูทอดกรอบ

 

Phuket Pineapple – Tahiti Vanilla (380.-) เป็นเมนูสำหรับ 2 ที่ซึ่งเชฟนิโก้ดัดแปลงวิธีการหั่นสับปะรดของไทยมาใช้ในเมนูขนมหวาน ก่อนมาจับคู่กับวานิลลาจากตาฮิติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวานิลลาที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เสิร์ฟในรูปแบบของซอสและไอศกรีมวานิลลา แต่จุดเด่นของเมนูนี้คือการใช้ Chalong bay rum เหล้ารัมลูกครึ่งภูเก็ตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ากับลิ่นวนิลาตาฮิติอย่างมาก สำหรับเมนูนี้เช่นเคยคือความพีคจะอยู่ที่ตอนเสิร์ฟครับ

 

เคล็ดลับเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของลาพาร์ตและทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพจากมุมสูงได้อย่างเต็มอิ่มนั้น ไม่ต่างจากการเดินทางท่องเที่ยวของเชฟนิโก้ SOtraveler แนะนำให้เริ่มต้นมื้อค่ำในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก ในไสตล์ SOtraveler ด้วยเดินชมวิวของกรุงเทพฯ ในมุมที่ไม่ซ้ำใครบน rooftop ก่อนนั่งจิบซิกเนเจอร์ค็อกเทลเย็นๆ และ หากอยากได้ประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับเชฟเราแนะนำให้ท่านจองล่วงหน้ากับ Chef’s Table ซึ่งมีเพียง 2 โต๊ะเท่านั้น จัดอยู่ด้านในครัวแบบเปิดที่แขกสามารถชมการปรุงอาหารของเชฟนิโก้และทีมงานได้อย่างใกล้ชิด

หรือหากไม่รู้จะสั่งอะไรลองดูในเมนูของห้องอาหารจะมี ภาพไอคอน บอกไฮไลท์สำคัญของเมนูนั้นๆเช่น ไอคอนกล้องถ่ายภาพ สำหรับเมนูสุดเก๋ พร้อมเสิร์ฟด้วยรูปลักษณ์อันน่าประทับใจ ไอคอนหมวกเชฟ แสดงเมนูซิกเนเจอร์ของเชฟนิโก้ ไอคอนภาพใบไม้ สำหรับอาหารมังสวิรัติ ปิดท้ายด้วย ไอคอนรูปคน สำหรับเมนูที่เหมาะกับการแบ่งกันรับประทาน

สรุป ลาพาร์ต(L’Appart) @Sofitel Bangkok Sukhumvit ให้ประสบการณ์จากเชฟนิโก้สามารถนำประสบการณ์การเดินทางมาเสิร์ฟถึงห้องอาหารบรรยากาศเป็นกันเองแบบอพาร์ทเม้นท์ในปารีส เหมาะสำหรับการแฮงเอาท์ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการมาก หรือคู่รักที่จะมา Dinner rooftop ก็เหมาะเช่นกันครับ

Writer: Sukkasit Thaveephol
Photographer: Tossaporn Prapaitong

ลาพาร์ต (L’Appart) รูฟท็อปบาร์ แอนด์ เรสเตอรอง โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit

ใครมีคำถามสงสัยตรงไหน สามารถสอบถามได้ทางรีวิวนี้
หรือในแฟนเพจของเราก็ได้ครับ http://www.facebook.com/SOtravelerDOTcom
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านรีวิวจนจบครับ ^.^

SHARE TO YOUR FRIEND

  • 110
    Shares