‘แมนโฮ’ กับ Executive Chinese Chef คนใหม่ ที่มาพร้อมรสชาติและสไตล์การปรุงที่ชวนให้หลงไหล

430 views

ฉบับนี้เราขอเอาใจคุณผู้อ่านด้วยการชวนมาทานอาหารจีนที่ ‘ห้องอาหารจีน แมนโฮ’ หนึ่งในห้องอาหารจีนสุดโปรดของใครหลายคน และอาจกล่าวว่าของหลายครอบครัวก็ถูกอีกเช่นกัน ทุกๆ ครั้งที่เรากลับมาทานอาหารที่แมนโฮ ก็จะพบกับการต้อนรับของพนักงานต้อนรับกับแขกหลายๆท่าน ด้วยความสนิทสนมและจำกันได้ นี่คือสิ่งที่ยินยันคุณภาพของห้องอาหารได้ดียิ่งกว่าป้ายรางวัลต่างๆเสียอีก เรากลับมาที่นี่อีกครั้งเพราะการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมากกว่าเดิม Executive Chinese Chef คนใหม่ มาประจำการแล้ว!  เสียงกระซิบกล่าวเชิญชวนจาก เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ให้มาลองทดสอบรสชาติฝีมือของ เชฟลี (Peter Li) เชฟใหญ่ห้องอาหารจีนแมนโฮ คนใหม่

เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม เพิ่มเติมคือความแปลกใหม่ของสไตล์การปรุงและวิธีการนำเสนอของเชฟลี ที่ผสมผสานลงไปในเมนูอาหาร โดยเก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์ที่คลุกคลีมากับอาหารจีนดั้งเดิมมาอย่างยาวนานผสมผสานกับการเดินทางไปหลากหลายสถานที่ เชฟลีคือนักเดินทางท่องเที่ยวคนหนึ่งนี่คือสิ่งที่ทำให้รสชาติและสไตล์การปรุงอาหารของเชฟต่างจากเชฟห้องอาหารจีนคนอื่นๆ น่าสนใจ…มาติดตามอ่านกันต่อดีกว่า

ก่อนอื่น…เราขอแนะนำให้ทุกคนพบกับ Executive Chinese Chef คนใหม่ “Chef Peter Li ”

“ผมชอบท่องเที่ยว​ ชอบเรียนรู้​สิ่งใหม่ๆ​ อาหารในแต่ละภูมิภาค​ เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ…จากจุดเล็กๆของการชอบท่องเที่ยวนี่แหละ ที่ทำให้ผมเลือกเป็นเชฟมาจนถึงทุกวันนี้” – คำบอกเล่าเกี่ยวกับตัวตนและแนวคิดของ​ “ปีเตอร์ ลี” หัวหน้าเชฟอาหารจีนคนแรก​ ที่มีโอกาสได้ดูแลเรื่องอาหารให้แก่เชื้อพระวงศ์แห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย​

ย้ำ​ชัดๆอีกครั้ง​ “เชฟคนนี้เคยดูแลอาหารให้เชื้อพระวงศ์​มาก่อน”

นอกจากนั้น​ ด้วยประสบการณ์การเป็นเชฟที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี และความรักความเอาใจใส่ในการปรุงอาหารทุกขั้นตอน ยังทำให้ทำให้​ ปีเตอร์​ ลี​ ได้รับเกียรติเป็นหัวหน้าเชฟผู้ดูแลอาหารให้แก่ประธานคณะกรรมการโอลิมปิก และพระราชวงศ์จากหลายประเทศที่มาร่วมงานโอลิมปิก​เมื่อปี 2008​ อีกด้วย

ก่อนที่จะไปสัมผัสกับฝีมือเชฟลี​ ภาพจีนแผ่นดินใหญ่​ก็ปรากฏ​ขึ้น​ในความคิด แผ่นดินกว้างใหญ่​ซะขนาดนั้น​ มณฑล​ก็แสนจะมากมาย อาหารที่เชฟลีถนัดจะเป็นสไตล์​ของมณฑล​ไหนกัน​นะ​ อยากรู้​

เมื่ออยากรู้​ก็เลยต้องสืบค้น​ และก็พบว่า​ “อาหารจีน” นั้น​ หลากหลายและแตกต่างกันมากเหลือเกิน

  • อาหารจีนเสฉวน : มีลักษณะ​พิเศษ​คือ​ มีรสเผ็ด ซ่า​ สด​ หอม​ และไม่เลี่ยน​ ถือเป็นอาหารจีนที่มีรสจัดที่สุด​ เนื่องจากมณฑล​เสฉวนตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำ​ อากาศชื้น​ ผู้คนจึงนิยมทานพริกเพื่อขับไล่ความชื้นออกจากร่างกาย
  • อาหารจีนกวางตุ้ง : เด่นด้านการใช้เทคนิคการปรุงเพื่อคงความสดใหม่ของอาหารมากที่สุด​ มักใช้น้ำมันหอยและผัก เน้นการปรุงอาหารที่สด และรสชาตินุ่มนวล
  • อาหารจีนฮกเกี้ยน : เด่นด้านการใช้น้ำซุป มักใช้ข้าวหมักสีแดงสด นำมาหมักเต้าหู้ยี้สีแดงมีน้ำซุปใสที่เก่าแก่ที่สุด​ และใช้เครื่องปรุงบางอย่างจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น​ น้ำปลาและผงกะหรี่​
  • อาหารจีนไหหลำ : ส่วนใหญ่มีเต้าเจี้ยวถั่วเหลืองและถั่วดำเป็นเอกลักษณ์พิเศษ และใช้น้ำส้มปรุงรส โดยทั่วไปจะมีชนิดอาหารคล้ายอาหารจีนแบบอื่นๆ แต่จะมีรสชาติและหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างออกไป
  • อาหารจีนปักกิ่ง : เน้นการทอดที่กรอบและรสชาตินุ่มนวล แต่อาหารส่วนใหญ่​ใช้ไขมันค่อนข้างสูง เพราะเป็นภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น
  • อาหารจีนซัวเถา : เน้นการตุ๋นและเคี่ยวจนเปื่อยชนิดที่แทบละลายเมื่อสัมผัส​ลิ้น
  • อาหารจีนชานตง : โดดเด่นในด้านการเป็นอาหารในราชสำนัก เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากชาวแมนจูและชาวมองโกลเข้าไว้ด้วยกัน
  • อาหารจีนเซี่ยงไฮ้ : เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารตะวันตกมากที่สุด เพราะเป็นเมืองท่าเมืองเดียวของจีนในสมัยที่เริ่มติดต่อกับชาติตะวันตก รสชาติจึงค่อนไปทางตะวันตก
  • อาหารจีนแต้จิ๋ว : มีลักษณะคล้ายอาหารจีนกวางตุ้ง แต่เน้นอาหารทะเลมากกว่า
  • อาหารจีนแคะ : หรือจีนฮากกา เป็นอาหารที่เน้นข้าว เนื้อสัตว์ ผักดองและผักตากแห้งเป็นหลัก

อุตสาห์ค้นหาข้อมูล​อาหารจีนจากภูมิภาคต่างๆอย่างมากมาย​ เพื่อจะยิงคำถามไปที่เชฟลีว่า​ สไตล์​อาหารจีนของเขาคือแบบไหน? แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นแบบนี้

“อาหารจีนที่แท้จริงก็คืออาหารจีน​”

สิ่งที่เชฟลีตั้งใจรังสรรค์ให้ทุกคนได้ลิ้มรสก็คืออาหารจีนแท้ๆ ที่ไม่มีการแบ่งว่าอยู่ก๊กใด เผ่าไหน หากแต่เป็นอาหารที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมและเทคนิคการปรุงที่เขาได้เรียนรู้จากการท่องเที่ยวและสัมผัสมามากมายถึง 14 ประเทศ ข้อมูล​ที่ค้นมาเมื่อรวมกันทุกอย่างจึงกลายเป็นสไตล์​ของเชฟลีไปโดยปริยาย

การมาชิมอาหารของเราในวันนี้ เชฟลีแบ่งอาหารที่พรีเซนต์​ ออกเป็นทั้งหมด 8 คอร์ส
แต่ละคอร์ส​ เชฟลีทำหน้าที่เป็นทั้งผู้แนะนำและปรุงอาหารด้วยตัวเอง​ทุกเมนู

เริ่มต้นกันที่คอร์ส​แรก : 1st Course  “Squid Ink Har Gao”

ไม่น่าเชื่อว่า​ ‘หมึกดำ​’ พระเอกจากอาหารอิตาเลียน​ จะเข้ากับนางเอกติ่มซำอย่างฮะเก๋าได้​ เมนูนี้​เพียงฮะเก๋าที่เนื้อในอัดแน่นด้วยกุ้งชิ้นโต​ปรุงรสละมุน ก็แสนจะเลิศแล้ว​ แต่แป้งหมึกดำที่ทั้งเหนียวและนุ่มนุ่มนี่สิ​ เลิศยิ่งกว่า​ เลิศชนิดที่ไม่ต้องถามหาน้ำจิ้มก็อร่อยได้ไม่ยั้ง​

เราแอบเรียกเมนูนี้ว่า “ฮะเก๋าเท่าไหร่ก็ได้” เปล่านะ!! เปล่าตะกละ!! เพียงแค่รู้สึกว่าชิมไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ​ ก็เท่านั้น!! Squid Ink Har Gao อร่อยกลมกล่อมเหมาะกับเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยจริงๆ

คอร์สที่สอง : 2nd Course “Teapot Seafood Soup with Ginseng”

สายตาเราทุกคน​ ต่างจ้องตามกาซุปตั้งแต่ตอนที่มันถูกเสิร์ฟ​มาบนโต๊ะ​ เสน่ห์​ของซุปก็อยู่ที่กานี่ล่ะ​ ควันจากซุปค่อยๆพุ่งออกมาจากพวยกา​ บอกให้รู้ว่าซุปปรุงใหม่ๆที่นอนรออยู่ข้างในกานั้นหอมเย้ายวนขนาดไหน​

วิธีการลิ้มลองซุปกาให้อร่อยก็คือ​ เทน้ำซุปจากกาเพื่อซดน้ำซุปร้อนๆก่อน แล้วค่อยเปิดฝากาเพื่อทานเนื้อด้านใน สัมผัสแรกคือน้ำซุปที่อุ่นร้อนกำลังดีนั้น ทั้งกลมกล่อม​ และละมุนละไม​ สัมผัสต่อมาคือเนื้อด้านในซึ่งเต็มไปด้วยหอยเชล์​ กุ้ง และปลาหมึก​ ปรุงด้วยสมุนไพรจีนนานาชนิด เพียงทานสลับกันไปมา ก็ฟินเว่อร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คอร์สที่สาม : 3rd Course “Fire Peking Duck”

เป็ดปักกิ่ง​ เป็นเมนูที่เราเคยชิมมาพอสมควร​ แต่ยังไม่เคยเห็นการปรุงชัดๆแบบคราวนี้มาก่อน​ เลยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้

เชฟลีเดินออกจากครัวมาพร้อมเป็ดปักกิ่ง​ เขาวางเป็ดทั้งตัวไว้บนโต๊ะ​ ค่อยๆเทเหล้าลงบนหนังของเป็ด​ แล้วเบิร์นด้วยเปลวไฟ ไฟที่โลมเลีย​อยู่นั้นค่อยๆเปลี่ยนสีของหนังเป็ดอย่างช้าๆ พร้อมกับส่งกลิ่นหอมตามมา​ เริ่มจากกลิ่นหอมอ่อนๆค่อยๆกลายเป็นกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างแรง


เมื่อสุกได้ที่เชฟลีก็สไลด์หนังติดเนื้อเสิร์ฟ​ให้เราทานแบบทันที เชฟบอกว่าเมนูเป็ดปักกิ่งของเชฟไม่เหมือนที่อื่นเพราะเนื้อข้างในสุกทานหนังพร้อมเนื้อได้เลย ส่วนที่อื่นทั่วไปมักจะเน้นปรุงหนังให้กรอบเป็นหลักโดยที่เนื้อเป็ดยังไม่สุก​ จึงต้องนำเนื้อไปปรุงต่างหากภายหลัง

สำหรับวิธีทานก็เหมือนกับเป็ดปักกิ่งทั่วไปคือห่อแป้งและเติมเครื่องเคียงตามใจชอบ หรือใครอยากรับประทานเป็ดเปล่าๆก็อร่อยไปอีกแบบ​

คอร์สที่สี่ : 4th Course “Sauna King Prawns”

เชฟลีหายเข้าไปในครัว​ให้เราได้พักกระเพาะ​อาหาร​สักพักนึง แล้วก็ออกมาพร้อมกุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ที่อยู่ในภาชนะคล้ายกรวยสาน (เชฟแอบติดตลกด้วยว่าเมื่อเช้าเชฟเป็นคนไปจับกุ้งพวกนี้เองกับมือ) ด้านหน้าของเชฟมีหม้อใบใหญ่ที่มีหินร้อนอยู่ข้างใน

เชฟลีเริ่มต้นจากการค่อยๆวางกุ้งลงไปบนผิวของหินร้อนทีละตัว แล้วเทน้ำซุปเดือดจัดพร้อมปิดฝาอย่างรวดเร็ว​เหมือนการซาวน่าตามชื่อของเมนู หลังจากจับเวลาเพียงไม่นาน​ ฝาหม้อก็ถูกเปิดออก กลิ่นหอมโชยเตะจมูก​อย่างจัง​ ต่อมน้ำลายทำงานหนักอีกครั้ง​

กุ้งซาวน่าที่เนื้อแน่นและหวานถูกเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของเชฟลีที่มีทั้งกลิ่นหอมและรสเค็มๆละมุนลิ้น​ อร่อยมากมายสมกับที่รอคอยจริงๆ

คอร์สที่ห้า : 5th “Zhong Qing Style Bamboo Fish”

ปลาเมนู​นี้เชฟลีได้แรงบันดาลใจมาจากการเสิร์ฟอาหารในกระบอกไม้ไผ่ หรือข้าวหลามของไทยเรานี่เอง

โดยปลาที่ใช้ในการปรุงคือปลาหิมะที่ถูกนำมา Deep fried ให้มีความกรุบกรอบ และแต่งหน้าด้วยพริกเผาที่รสชาติเข้ากันแบบสุดๆ​ แล้วบรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่​ เสิร์ฟ​ในขณะที่ยังร้อนๆ​ ได้รสชาติที่อร่อยลิ้นและหอมกลิ่นจากไม้ไผ่ไปพร้อมๆกัน

คอร์สที่หก : 6th “Pan-fried Japanese Scallop Wrap with Bacon in XO Sauce”

คราวนี้เชฟลีนำหอยเชลล์คำใหญ่พันด้วยเบค่อนชิ้นหนาทุกอย่างปรุงรสอย่างดีและเสิร์ฟ​มาในขนาดพอดีคำ​ ทานคู่กับซอสเอ็กซ์​โอ หน้าตาอาหารที่ดูธรรมดา​ แต่พอสัมผัสลิ้นกลับกลายเป็นฟินยิ่งกว่าฟินได้อย่างน่าทึ่ง เป็นอีกเมนูที่อยากชวนเพื่อนๆมาลองชิม

คอร์สที่เจ็ด : 7th “Salt Bake Taiji Chicken”

คราวนี้เชฟลีออกมาจากครัวพร้อมกับใบบัวขนาดยักษ์ที่โรยเกลือไว้ทั่วใบ​ ข้างในใบบัวคือไก่ทั้งตัวที่ถูกห่อไว้ เชฟโชว์ลีลาการปรุงโดยใช้ไฟแรงจากเตาถ่าน และใช้เวลาเพียงแป๊บเดียวเท่านั้น เชฟบอกว่าเทคนิค​นี้จะทำให้เนื้อไก่ไม่สุกจนเกินไป

พอสุกได้ที่​ เชฟก็ใช้มีดผ่าใบบัวออก​ แล้วค่อยๆเฉือนเนื้อไก่เสิร์ฟ​ทีละชิ้น​ ทานคู่กับพริกเผา​ เข้ากันมากทีเดียว

คอร์สที่แปด : 8th “Ice Cream Hot Pot”

เมนูสุดท้ายเป็นขนมหวานที่เชฟลีออกแบบให้มีความเป็นซัมเมอร์(Summer)

ภาชนะที่เสิร์ฟ​มีลักษณะ​เป็นชามขนาดใหญ่​ ตรงกลางเป็นหม้อร้อนระอุ ด้านนอกมีควันจากน้ำแข็งแห้ง ขนมหวานที่อยู่ด้านบนเป็นไอศกรีมวนิลาพร้อมท็อปปิ้งด้วยฮอตช็อกโกแลตฟัดจ์​ ส่วนด้านล่างเป็นสปอนจ์เค้กช็อกโกแลตลาวาเนื้อนุ่ม ทานคู่กันแล้วได้อารมณ์​ซัมเมอร์จริงๆ

เราอยากให้คุณมาลองสัมผัสประสบการณ์อาหารจีนที่สุดพิเศษ​ราวกับยกครัวจากพระราชวังมาตั้งตรงหน้า ควบคุม​คุณภาพด้วยเชฟชั้นเลิศ​ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์อย่างปีเตอร์ ลี​ พร้อมสูตรการปรุงอาหารที่เป็นซิกเนอเจอร์ของเขา เราเชื่อว่าทุกท่านที่ได้สัมผัสจะประทับใจสุดๆกับห้องอาหารจีนแมนโฮ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ

พิกัดและสถานที่ :

ห้องอาหารจีนแมนโฮ (Man Ho)
โรงแรม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ (JW Marriott Bangkok)
4 สุขุมวิทซอย 2 คลองเตย กรุงเทพ 10110

การเดินทาง :

• จากทางด่วนบางนา ลงถนนเพชรบุรี เลี้ยวขวาเข้าซอยนานา เลี้ยวขวาเข้าถนนสุขุมวิท ชิดซ้ายเพื่อเข้าสุขุมวิทซอย 2
• รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเพลินจิตทางออก 4 ข้ามทางรถไฟ และเดินตรงถึงโรงแรม

สำรองที่นั่งได้ที่ :
เบอร์โทรศัพท์ ‭02-656-7700‬

หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์@ ของเรา “@sotraveler”