ในวันที่การท่องเที่ยวเต็มไปด้วยตารางเวลาอันแน่นเอียด และแพลนที่ต้องทำให้ครบ เดอะ บลู จัสมิน (The Blue Jasmine) เลือกจะพาเราออกจากรูปแบบนั้น ด้วยการนั่งรถไฟที่ไม่ต้องรีบไปไหนเป็นพิเศษ ใช้เวลาเดินทางยาวตลอด 9 วัน นั่งมองวิวข้างทาง ฟังเสียงราง และปล่อยให้การเดินทางดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องกังวลว่าปลายทางคือที่ไหน รถไฟขบวนนี้เหมือนชวนให้เรากลับมาสนใจรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทาง ที่ปกติอาจไม่เคยมีเวลาหยุดมองจริง ๆ

จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง The Blue Jasmine x Jim Thompson การจับมือกันของ DTH Travel หรือ บริษัท ดีทีเอช เดสติเนชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) แบรนด์ผ้าไหมไทยระดับตำนาน ที่ไม่ได้เข้ามาเพียงในฐานะผู้ตกแต่งขบวนรถไฟ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การออกแบบบรรยากาศ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ระหว่างทาง เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้เป็นมากกว่าทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการเล่าเรื่องแบบไทยผ่านดีไซน์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทางผู้จัดเองก็เลือกนิยามประสบการณ์นี้ว่าเป็น Premium Travel Experience มากกว่า Luxury Experience เพราะต้องการให้ความรู้สึกพรีเมียมในแบบเข้าถึงได้ ไม่เน้นความหรูหราโอ่อ่า แต่เน้นคุณค่าและรายละเอียดของการเดินทาง

ตัวรถไฟ The Blue Jasmine เดิมเป็นรถไฟตู้นอนสัญชาติญี่ปุ่นจากยุค 1960s เคยให้บริการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะถูกนำมาบูรณะและปรับปรุงใหม่ทั้งระบบโดยทีมของ DTH Travel ให้กลายเป็นโรงแรมบูติกเคลื่อนที่ (Rolling Boutique Hotel) รวมทั้งหมด 10 ตู้ รองรับผู้โดยสารสูงสุด 36 คน เพื่อคงบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและไม่วุ่นวาย ทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้ใช้ชีวิตได้จริง ตั้งแต่ห้องพัก ห้องอาหาร ไปจนถึงโซนชมวิว โดยตั้งใจให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการอยู่บ้าน มากกว่าการเป็นนักเดินทางที่ต้องย้ายที่ไปเรื่อย ๆ

การใช้ชีวิตบน The Blue Jasmine เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการตื่นมาเปิดม่านดูวิวทุ่งนา นั่งจิบกาแฟขณะรถไฟค่อย ๆ เคลื่อนผ่านชุมชนเล็ก ๆ และใช้เวลามื้ออาหารโดยไม่ต้องรีบ ทุกอย่างพาเราออกจากโหมดเร่งรีบในชีวิตประจำวัน และทำให้เราใช้เวลากับสิ่งรอบตัวมากขึ้น บรรยากาศบนขบวนให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น จนเผลอปล่อยโทรศัพท์ไว้ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว

ภายในรถไฟจึงถูกตกแต่งด้วยไอเทมจาก Jim Thompson มากกว่า 2,000 ชิ้น ตั้งแต่ผ้าม่าน ปลอกหมอน ผ้าคาดเตียง ไปจนถึงผ้าปูโต๊ะและของใช้บนโต๊ะอาหาร ลวดลายส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและเทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิม ทำให้บรรยากาศบนขบวนรถไฟไม่ได้รู้สึกเหมือนพื้นที่จัดแสดง แต่เหมือนบ้านที่แฝงงานหัตถศิลป์ไทยอยู่ในทุกมุม




ห้องพักบน The Blue Jasmine แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เริ่มต้นที่ Classic Cabin ห้องโทนสว่างที่ให้บรรยากาศเรียบง่ายสบาย ๆ มาพร้อมเตียงนอน 2 ชั้น อ่างล้างหน้าขนาดเล็ก กระจก โต๊ะข้าง และไฟอ่านหนังสือ เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบส่วนตัวในพื้นที่กะทัดรัด ถัดมาคือ Premium Cabin ซึ่งบรรยากาศโดยรวมคล้าย Classic แต่เพิ่มความหรูหราขึ้นอีกเล็กน้อย และห้องที่หรูที่สุดคือ Premium Suite ห้องพักขนาดใหญ่ที่มีเตียงให้เลือกทั้งแบบ Single Bed และ Double Bed มาพร้อมห้องน้ำในตัว ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการเข้าพักในโรงแรมขนาดย่อมบนรางรถไฟ




อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ต่อยอดประสบการณ์บนรถไฟคือโชว์รูม Jim Thompson แห่งแรกบนขบวนรถ ที่เปิดให้ผู้โดยสารเลือกชมและสั่งซื้อผ้าไหม รวมถึงแฟชั่นและไลฟ์สไตล์คอลเลกชันพิเศษ ผ่านระบบ QR Code โดยสินค้าจะจัดส่งตรงถึงบ้านหลังจบทริป เป็นการเพิ่มมิติของการช้อปปิ้งเข้าไปในระหว่างการเดินทางแบบพอดี ๆ ไม่รบกวนบรรยากาศ แต่ทำให้ทริปนี้มีรายละเอียดเล็ก ๆ ให้จดจำมากขึ้น



ไม่พูดถึงไม่ได้กับมื้ออาหารสุดพิเศษก่อนเริ่มเดินทางที่ร้านอาหารไทย Jim Thompson ณ Heritage Quarter ผู้ร่วมทริปจะได้รับประทาน 5 คอร์สเมนู ธีม Blue Jasmine ก่อนต่อด้วยการทัวร์พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เรือนไทยไม้สัก 6 หลังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมและศิลปะเอเชีย ช่วงเวลานี้เหมือนเป็นการปรับอารมณ์จากชีวิตประจำวัน ให้พร้อมสำหรับการเดินทางแบบไม่ต้องรีบเร่ง

เส้นทางของ The Blue Jasmine จะค่อย ๆ พาเราออกจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ อยุธยา อุทัยธานี สุโขทัย และเชียงใหม่ แต่ละเมืองคือจิ๊กซอว์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่ราชธานีเก่า เมืองมรดกโลก ไปจนถึงชุมชนเล็ก ๆ ที่ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่าย เส้นทางนี้ไม่ได้เน้นจำนวนสถานที่ แต่เลือกเล่าแก่นของแต่ละพื้นที่ ผ่านประสบการณ์ที่ออกแบบให้เราได้ซึมซับเมืองนั้น ๆ ในแบบที่ไม่ต้องเร่งรีบ


เมื่อรถไฟค่อย ๆ เคลื่อนผ่านแต่ละเมือง ประสบการณ์ระหว่างทางก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในขบวน ผู้เดินทางจะได้ลงไปพบช่างฝีมือท้องถิ่น เรียนรู้กระบวนการทำงานหัตถกรรม ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ถูกจัดฉากเกินจริง ทุกอย่างสะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้โดยสารบนรถไฟ แต่ยังเชื่อมโยงกับผู้คนและวิถีชีวิตระหว่างทางอย่างเป็นธรรมชาติ


ขบวนรถไฟ The Blue Jasmine x Jim Thompson เตรียมออกเดินทางอีกครั้งหลังทริปปฐมฤกษ์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยแต่ละทริปใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 วัน 8 คืน และมีกำหนดรอบใหม่ในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ กรกฎาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2569 สำหรับใครที่กำลังมองหาการเดินทางที่ไม่ได้วัดค่าด้วยจำนวนรูปถ่าย แต่ด้วยความรู้สึกและเรื่องราวที่ได้กลับมา รถไฟขบวนนี้อาจเป็นคำตอบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในยุคใหม่ ที่ไม่ได้พาเราไปแค่ไกลขึ้น แต่พาเราเข้าใจประเทศไทยลึกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น


The Blue Jasmine x Jim Thompson
Reservations: www.thebluejasminetrain.com
Facebook: thebluejasminetrain
Instagram: @thebluejasmine.thailand







