ตลอด 4 คืนของ CARNE DIEM GRILL ที่ห้องอาหารอลาตี้ (ALATi) แห่งโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Siam Kempinski Hotel Bangkok) เชฟดาร์ชาน มูนิดาซา (Chef Dharshan Munidasa) ยกคอนเซ็ปต์สเต็กเฮาส์จากมัลดีฟส์มาเสิร์ฟแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งเข้ากับแนวคิด Grill, Fire, Smoke ของ ALATi อย่างพอดี เป็นป๊อปอัพที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ามุ่งเล่าเรื่องผ่านการย่าง การใช้ไฟ และกลิ่นควันเป็นหลัก


เชฟดาร์ชาน มูนิดาซา (Chef Dharshan Munidasa) มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม ซึ่งสะท้อนชัดในวิธีคิดเรื่องอาหารของเขา ตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 20 ปี เขาสร้างชื่อจากการเปิดร้าน Nihonbashi ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังในศรีลังกา และ Ministry of Crab ร้านซีฟู้ดระดับโลกที่ติด Asia’s 50 Best หลายปีติดต่อกัน ปรัชญา Meat, Heat, Salt ที่ย้ำตลอดมื้อไม่ใช่ถ้อยคำเพื่อการตลาด แต่คือหลักการทำงานจริง อาหารที่ดีเริ่มจากวัตถุดิบที่ดี ใช้ไฟอย่างเข้าใจ และปรุงแต่งให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

หนึ่งในไฮไลต์ของมื้อนี้คือเตาย่าง Ignis Maximus เตาที่เชฟออกแบบเอง และสามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 750 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขความร้อน แต่อยู่ที่แนวคิดของเชฟซึ่งมองว่าไฟไม่ใช่สิ่งที่ต้องควบคุมให้เชื่อง หากแต่เป็นเครื่องมือที่ต้องเข้าใจ เพื่อดึงรสชาติของเนื้อออกมาอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

สองจานเปิดมื้อทำหน้าที่เหมือนการเปิดประสาทสัมผัสของมื้อนี้ เริ่มจาก House-Smoked Norwegian Salmon แซลมอนรมควันที่เสิร์ฟกับมัสตาร์ดไอศกรีม ส้มไทย อะโวคาโด และมันสำปะหลังกรอบจากสาหร่าย ให้รสสด เบา และซับซ้อนแบบไม่พยายามดึงความสนใจเกินจำเป็น ต่อด้วย Hickory-Smoked Wagyu Tartare วากิวทาร์ทาร์รมควันไม้ฮิคคอรี่ ให้กลิ่นควันอ่อน ๆ ที่ช่วยขับรสเนื้อโดยไม่กลบ เป็นจานดิบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าที่คิด


White Corn Soup คือหนึ่งในจานที่อร่อยของมื้อ กับซุปข้าวโพดขาวที่ใช้ดาชิจากไก่แบบญี่ปุ่น ให้รสหวานธรรมชาติ ละมุน และทานง่ายโดยไม่ต้องพยายาม ส่วน Beef Crackling ที่เสิร์ฟคู่ขนมปังซาวร์โดว์และเทียนไขมันเนื้อ เป็นจานที่เชื่อมเรื่องรสชาติเข้ากับแนวคิด Zero Waste ได้อย่างลงตัว ใช้เศษเนื้อจากการเตรียมสเต็กมาแปรรูปใหม่ในรูปแบบที่ทั้งเรียบและมีความหมาย


Bone-in Westholme Wagyu Rib Eye คือช่วงที่เตา Ignis Maximus ได้แสดงศักยภาพเต็มที่ เนื้อวากิวย่างมาแบบไม่ใช้ซอส เสิร์ฟกับมันบดในพริกหยวกและผักญี่ปุ่นเผาไฟ ให้รสตรงไปตรงมาในแบบที่เชฟตั้งใจ เน้นรสของเนื้อและไฟเป็นหลัก ถัดมาคือ Beef Crackling Rice จานที่เชฟหยิบแนวคิดเรื่องการจับคู่ข้าวไทยกับเนื้อมาเล่าอย่างจริงจัง เป็นจานเรียบง่ายที่มีทั้งกลิ่นควัน ความมัน และความเป็นกรุงเทพฯ ซ่อนอยู่ในคำเดียว



New Zealand Lamb Racks เป็นอีกจานที่ให้ความรู้สึกลงตัว เนื้อแกะไม่มีกลิ่นสาบ กลิ่นหอมจากไฟชัดแต่ไม่แรงเกินไป เสิร์ฟกับบรัสเซลส์สปราวต์บดหยาบ ๆ ให้ภาพของจานที่กินง่าย อบอุ่น และไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคนิคซับซ้อน

Chilled Tomato Soup เป็นจานที่รสชาติค่อนข้างเฉพาะตัว ไม่มีการใช้นม ครีม หรือน้ำเลย เป็นน้ำมะเขือเทศล้วน ๆ ถ้าคนไหนชอบคือจะชอบมาก แต่ถ้าไม่ถนัดแนวนี้ก็อาจรู้สึกแปลกเล็กน้อย ก่อนปิดมื้อด้วย Strawberry & Watermelon Consommé กับ Yuzu Sorbet และผลไม้สด เป็นของหวานที่ไม่หวานจัด ช่วยปรับรสในปากให้สดขึ้น


หลังไฟในครัวดับลง สิ่งที่เหลือจาก CARNE DIEM GRILL ไม่ได้มีแค่ความทรงจำเรื่องสเต็กหรือวัตถุดิบราคาแพง แต่คือความรู้สึกว่าไฟในมื้อนี้ถูกใช้เพื่อเน้นรสของเนื้อและวัตถุดิบอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องมีลูกเล่นซับซ้อน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคนอยากติดตามว่าห้องอาหารอลาตี้ (ALATi) แห่งโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Siam Kempinski Hotel Bangkok) จะชวนเชฟคนไหนมาสร้างประสบการณ์ผ่าน Grill, Fire, Smoke ในครั้งต่อไป

ALATi
- Location: ชั้น 1 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Siam Kempinski Hotel Bangkok)
- Opening Hours: ทุกวัน เวลา 17.30 – 24.00น.
- Reservations: 02-162-9000 | Email: [email protected]
- Facebook: ALATi Bangkok
- Instagram: @alati_bkk
- Website: https://www.kempinski.com/en/siam-hotel/restaurants-bars/alati







