หากพูดถึง Modern Indian Fine Dining ในกรุงเทพมหานคร ที่พวกเราอยากชวนนักชิมทั่วโลกมาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองมากที่สุดในเวลานี้ ก็ต้องยกให้กับ Restaurant Gaa ของ เชฟการิมา อโรรา (Chef Garima Arora) เชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าดาวมิชลินมาครองได้สำเร็จ วันนี้พวกเราจะพาทุกคนมาสัมผัสรสชาติอันลึกซึ้งของคอร์สเมนูใหม่ล่าสุดอย่าง “INDIA IN MANY BITES” ที่เสิร์ฟเคียงคู่ขนานไปกับเครื่องดื่มที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ยกระดับมื้ออาหารให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
บริเวณหน้าประตูทางเข้า สะดุดตาด้วยป้ายสีแดงเด่นชัดที่การันตีรางวัล มิชลินสตาร์ (Michelin Star) อย่างต่อเนื่องถึงปีล่าสุด 2026 ยืนยันถึงมาตรฐานความยั่งยืน ความคงเส้นคงวา และวิวัฒนาการทางรสชาติที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเชฟการิมา อโรรา ที่พร้อมเปิดต้อนรับเหล่านักชิมผู้แสวงหาประสบการณ์ไดนิ่งระดับไอคอนิกในกรุงเทพฯ

เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวร้าน ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามอยู่ในเรือนไทยโบราณที่อบอวลด้วยประวัติศาสตร์ย่านทองหล่อ โครงสร้างไม้ดั้งเดิมและผนังฝาโทนสีเบจให้ความรู้สึกอบอุ่น ทว่าเรียบหรูไร้กาลเวลาด้วยการจัดวางโต๊ะอาหารในสไตล์ Quiet Luxury ที่เน้นความโปร่งสบาย มอบบรรยากาศส่วนตัวที่ผสมผสานเสน่ห์แห่งตะวันออกเข้ากับมาตรฐานการต้อนรับระดับสากล พนักงานที่นี่ให้การต้อนรับที่อบอุ่นมาก

“INDIA IN MANY BITES”
१ (1) Chaat ความตั้งใจของเชฟการิมา ในคอร์สนี้ คือการนำ Chaat หรือสตรีทฟู้ดที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมอินเดีย มาแยกองค์ประกอบแล้วประกอบร่างใหม่ผ่านเทคนิคชั้นสูง เพื่อดึงรสสัมผัสและมิติใหม่ๆ ที่เมนูดั้งเดิมตามท้องถนนไม่สามารถทำได้ โดยคอร์สนี้จะเสิร์ฟมาเป็นคำเล็กๆ ประกอบไปด้วย
Aloo จานมันฝรั่งที่สลัดภาพจำของเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เชฟเลือกใช้วิธีบดมันฝรั่งแล้วนำไปทอดเป็นเส้นจนกรอบได้เนื้อสัมผัสที่กรุบเหมือนหมี่กรอบ ด้านบนท็อปด้วยโฟมมันฝรั่งที่เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมในคำเดียว

Anar เมนูที่เน้นการชูความสดชื่นอันบริสุทธิ์ของทับทิมสด โดยเสิร์ฟแยกส่วนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวตัดรสสัมผัสและล้างเพดานปาก เตรียมความพร้อมของลิ้นสู่รสชาติถัดไป

Tuna Bhel ทาโก้เสิร์ฟคู่กับยำทูน่า เนื้อทูน่าหั่นเต๋าอย่างประณีตพร้อมมะม่วง เบสของน้ำซอสให้รสชาติเปรี้ยวเค็มสดชื่น คล้ายคลึงกับเชวิเช่

Puchka ปิดท้ายคอร์สนี้ด้วยแป้งทอดบางกรอบ หลายคนอาจจะรู้จักในชื่อปานีพูรี เรียกต่างกันตามพื้นที่ ทำหน้าที่กระตุ้นต่อมรับรส พร้อมทานคอร์สต่อไปกันต่อเลย

२ (2) Chakna คือวัฒนธรรมการกินของแกล้มของชาวอินเดีย เชฟพลิกแพลงด้วยการใส่เทคนิคฝรั่งเศสลงบนวัตถุดิบอาหารทะเลและเนื้อสัตว์อย่าง Crayfish บริยอชหน้าเครย์ฟิช ความหวานธรรมชาติของเครย์ฟิชถูกดันให้เด่นขึ้นด้วยความเผ็ดละมุนที่เคลือบอยู่บางๆ

Fish Floss & Rasam ปลาฟูอบแห้งกรอบกับระซัม ซุปมะเขือเทศและมะขามรสเปรี้ยวเผ็ดร้อน ความสนุกในการรับประทานจานนี้อยู่ที่กลวิธีการนำเสนอซุฟแบบผงโดยเชฟท็อปปิ้งปลาฟูอบกรอบมาคู่กับผงระซัมมะเขือเทศเข้มข้น เปิดโสตประสาทการรับรสได้อย่างยอดเยี่ยม

Lamb Tartare ทาร์ทาร์แกะคลุกซอสมะขามรสเปรี้ยวหวาน ท็อปมาบนแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน ให้เนื้อสัมผัสที่ตัดกันระหว่างความอุ่นของแป้งและความเย็นฉ่ำของทาร์ทาร์แกะ

३ (3) Nani aur Dadi คอร์สที่สามเชฟต้องการสื่อถึง คุณยายและคุณย่า โดยเชฟการิมาหยิบยกเรื่องเล่าอันอบอุ่นของ “กล่องสมบัติของคุณยายคุณย่า” ที่มักจะใช้เก็บสิ่งของและส่งต่อความทรงจำอันมีค่ารวมถึงสูตรลับก้นครัวให้คนรุ่นหลัง ซึ่งในคอร์สนี้ เชฟได้เปิดกล่องใบนั้นมารื้อสร้างเป็นเมนูสุดพรีเมียมอย่างเช่น

Cauliflower Paratha & Homemade Butter (พาราทากะหล่ำดอก คาเวียร์ และเนย 3 แบบ แป้งพาราธาทรงกลมสอดไส้ดอกกะหล่ำขูดฝอย ความสนุกและพรีเมียมของจานนี้คือการท็อปปิ้งด้วย คาเวียร์ (Caviar) รสเค็มมัน และเสิร์ฟเคียงคู่มากับ เนย 3 สไตล์ ได้แก่ เนยกะหรี่ เนยโฮมเมดสูตรคุณย่า และบราวน์บัตเตอร์
เมื่อเราทาเนยเหล่านี้ลงบนแป้ง ตัวเนยเนื้อเนียนละเอียดจะละลายซึมเข้าไปผสมผสานกับกะหล่ำดอกและคาเวียร์ด้านใน ทลายความแห้งของแป้งให้กลายเป็นความนุ่มหนึบ เข้มข้น มันนัว และอบอวลไปด้วยรสชาติแห่งความทรงจำที่ถูกยกระดับสู่ความสากล

४ (4) Atte ki Khichdi นี่คือหนึ่งในคอร์สที่สะท้อนปรัชญาการทำอาหารของเชฟการิมาได้ลึกซึ้งที่สุด โดยหยิบยกเรื่องราวจากเมืองที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ตามปกติเนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งสลับกับปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อหาวัตถุดิบมาทดแทนเมล็ดข้าว โดยการนำแป้งสาลีมานวดและปั้นด้วยมืออย่างประณีตทีละเมล็ดให้มีลักษณะคล้ายเมล็ดข้าว เรียกว่า Pithi ก่อนจะนำไปต้มจนได้เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม นำเสนอในรูปแบบของ Khichdi หรือเมนูที่มีลักษณะคล้ายข้าวต้มเครื่องเทศที่เป็นคอมฟอร์ตฟู้ดของชาวอินเดีย
จานนี้พวกเราจะได้สัมผัสเมล็ดแป้ง Pithi แฮนด์โรลที่ให้ความหนึบนุ่ม ตัวซุปราดด้วยซุปผักเคี่ยวเข้มข้นที่ผสมถั่วดาล ให้กลิ่นอายความอุ่นและหอมเครื่องเทศอ่อนๆ เสิร์ฟเคียงมากับเครื่องเคียงแบบดั้งเดิมเพื่อสร้างมิติรสชาติที่หลากหลาย อาทิเช่นโยเกิร์ตเนื้อเนียนช่วยตัดรสให้ละมุน ของดองต่างๆ (Pickles) ที่ปลุกความสดชื่น และไฮไลต์อย่าง สโมคสโนว์พีหรือถั่วหวานรมควัน เป็นจานที่เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านจากความขาดแคลน ให้กลายเป็นไฟน์ไดนิ่งที่เปี่ยมด้วยรสนิยมและเรื่องราวน่าจดจำ

५ (5) Curry and Kebabs เข้าสู่พาร์ทที่เป็นดั่งหัวใจและจิตวิญญาณของอาหารอินเดียในคอร์สที่ 5 ที่เชฟการิมานำเอาแกงและของย่างเครื่องเทศอันคุ้นเคย มารังสรรค์ใหม่ผ่านมุมมองแบบโมเดิร์นและรสนิยมแบบ Quiet Luxury โดยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 คำที่มีมิติรสชาติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Summer Curry แกงกะหรี่เย็นกับปูม้า เมนูนี้คือความสดชื่นที่ทลายทุกกฎเกณฑ์ของแกงกะหรี่แบบเดิมๆ เชฟดีไซน์ให้เป็นแกงกะหรี่แบบเย็น รสเบานุ่มนวลแต่คงความหอมละมุนของเครื่องเทศบางเบา เสิร์ฟเคียงคู่กับเนื้อปูม้าสดรสหวานธรรมชาติ เป็นคำที่สะท้อนถึงความสดชื่นของฤดูร้อนและยกระดับวัตถุดิบทางทะเลได้อย่างน่าประทับใจ

Morel, Malai, Total Masala เห็ดมอเรล มาซาล่า และมูสชีส ความลุ่มลึกสุดพรีเมียมของจานนี้อยู่ที่การเลือกใช้ เห็ดมอเรล เห็ดป่าหายาก และเห็ดไมทาเกะ นำมาปรุงรสอย่างเข้มข้นจัดจ้านด้วยซอสมาซาล่า ทว่าความมหัศจรรย์คือการซ่อนมูสชีส มาไล เนื้อเนียนนุ่มละมุนไว้ที่ด้านล่าง มอบเนื้อสัมผัสที่ทั้งเข้มข้น มันนัว และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายเครื่องเทศ

Beef Kebab คำนี้โดดเด่นด้วยเทคนิคการย่างและอบเครื่องเทศในสไตล์เคบับดั้งเดิม ทว่าให้เนื้อสัมผัสที่คงความฉ่ำและมีกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมข้าวอบสมุนไพรร้อนๆ


६ (6) Tandoori Story เดินทางมาถึงพาร์ทเมนคอร์ส ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญ จานนี้คือการโชว์เคสเทคนิคการย่างไฟอันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย ซีซั่นนี้ พวกเราได้ตื่นตาตื่นใจกับการเปิดตัววัตถุดิบใหม่อย่าง “ทุเรียน“ ที่ถูกนำมารังสรรค์เป็นอาหารคาวได้อย่างเหนือชั้น เชฟเลือกใช้ ทุเรียนหมอนจันทบุรี ที่ยังดิบอยู่ทำให้ไม่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและให้เนื้อสัมผัสที่แน่นตึง นำไปย่างไฟในเตาทันดูร์จนผิวนอกหอมกลิ่นไหม้ฟืน จากนั้นนำมาคลุกเคล้ากับผงมะม่วงอบแห้ง ที่ให้รสเปรี้ยว ตัดความมันด้วยพริกอินเดีย ก่อนจะราดด้วยน้ำแกงเข้มข้น เสิร์ฟให้พวกเราทานคู่กับแผ่นแป้งร้อนๆ และเครื่องเคียงของดองหลากชนิด เป็นจานหลักที่เปลี่ยนผลไม้ไทยให้กลายเป็นโปรตีนไฟน์ไดนิ่งที่เปิดหูเปิดตาและน่าประทับใจเป็นที่สุด

७ (7) Desserts & The Honey Journey เดินทางมาถึงองก์สุดท้ายกับของหวาน 4 คำส่งท้ายมื้อที่เชฟการิมายังคงรักษามาตรฐานความตื่นตาตื่นใจ ผสานเทคนิคชั้นสูงและการหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาร้อยเรียงเข้ากับวัฒนธรรมอินเดียได้อย่างละเมียดละไม
Malai Toast ขนมปังครีมนมและสายไหม คำแรกเริ่มต้นด้วยความนุ่มนวลและชวนฝัน เชฟเสิร์ฟขนมปังเนื้อนุ่มท็อปด้วยครีมนมรสละมุนละไม เพิ่มเนื้อสัมผัสและลูกเล่นด้วยสายไหม ที่ให้ความหวานบางเบาและละลายในปากทันทีที่รับประทาน

Ice Cream, Tadka การนำเสนอไอศกรีมในมิติแบบไลฟ์สเตชั่น ไฮไลต์อยู่ที่การผสานเทคนิค Tadka (ทัดก้า) หรือการอุ่นเครื่องเทศในน้ำมันร้อนๆ ให้ส่งกลิ่นหอมจัด แล้วนำมาราดลงไปบนไอศกรีม มอบรสสัมผัสที่หวานเย็นสดชื่นทว่าอบอวลไปด้วยเลเยอร์ของกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ที่ซับซ้อนและน่าค้นหา


Milk & Honey ความหลากหลายของน้ำผึ้งป่าไทยและก้อนนม นี่คือพาร์ทโชว์เคสที่พวกเราประทับใจเป็นพิเศษ โดยเชฟจะนำน้ำผึ้งป่าออร์แกนิกหายากจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศไทย 8 คาแรคเตอร์ มาให้พวกเราได้ทดลองชิมและเรียนรู้ถึงมิติความหวาน ความเปรี้ยว และกลิ่นดอกไม้ที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ ก่อนที่พวกเราจะเลือกน้ำผึ้งสายพันธุ์ที่ชอบที่สุด นำมาราดทานคู่กับก้อนนม เป็นคอร์สที่มอบความสนุกและชูโรงวัตถุดิบไทยสู่ระดับสากลได้อย่างงดงาม ก่อนจะปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Miang Kham X Paan ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวอินเดียที่นิยมเคี้ยวปานหรือหมากหลังมื้ออาหารเพื่อช่วยย่อยและล้างปาก ทว่าเชฟการิมานำมาสร้างสรรค์ใหม่ในรูปแบบที่ละม้ายคล้ายกับเมี่ยงคำของไทย โดยไม่มีการใส่หมากแบบโบราณ แต่เชฟเลือกใช้วัตถุดิบอย่างผลไม้สดนานาชนิดที่มีรสเปรี้ยวหวานสดชื่น นำมาจัดวางบนใบชะพลู เป็นคำสุดท้ายที่ช่วยรีเฟรช เคลียร์เพดานปากให้สะอาดสดชื่น และปิดฉากเจอร์นีย์ระดับ 2 ดาวมิชลินได้อย่างน่าประทับใจ

ช่องทางการติดต่อและการสำรองที่นั่ง
สำหรับการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์อาหารอินเดียร่วมสมัยที่ Restaurant Gaa สามารถติดต่อและสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ตามช่องทางหลักดังนี้
- การสำรองที่นั่ง: แนะนำให้ทำการจองล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์หลักของร้านเท่านั้น เนื่องจากทางร้านเสิร์ฟเป็น Course Menu “INDIA IN MANY BITES” และมีการจำกัดจำนวนที่นั่งต่อรอบ เพื่อรักษามาตรฐานการบริการและคุณภาพของประสบการณ์ไดนิ่ง
- เว็บไซต์หลัก: www.gaabkk.com (สามารถเช็ครอบเวลา ที่นั่งว่าง ได้โดยตรง)
- เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: +66 (0)63 987 4747
- อีเมล: [email protected]
- ที่ตั้งร้าน: สุขุมวิท ซอย 53 (ซอยไปดี มาดี) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีทองหล่อ ทางออก 1 แล้วต่อรถเข้ามาในซอย 53 ตัวร้านจะตั้งอยู่ในเรือนไทยโบราณที่มีพื้นที่จอดรถรองรับ)







