ใครที่กำลังมองหามื้ออาหารที่ก้าวข้ามกรอบเดิมๆของการนั่งรับประทานไฟน์ไดนิ่งแบบทั่วไป อยากแนะนำให้มาลอง The Magic Table ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ซึ่งนำเสนอการรับประทานอาหารในรูปแบบ Experiential Dining ที่เป็นการผสานศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์เมนูอาหารเข้ากับเทคโนโลยี 3D Projection Mapping แสง สี และเสียงที่ถูกวางระบบมาอย่างแม่นยำ โต๊ะอาหารจะถูกเนรมิตกลายเป็นเวทีการแสดงขนาดย่อมที่ถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวอันมีชีวิตชีวา และเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการ
ความพิเศษอันเป็นหัวใจหลักของโชว์นี้คือการได้คู่หูดูโอนักมายากลชื่อดังระดับโลกอย่าง The Clairvoyants จากประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นที่รู้จักและสร้างชื่อเสียงโด่งดังจากรายการ America’s Got Talent ซีซัน 11 มาเป็นผู้ออกแบบแนวคิดการเล่าเรื่อง โครงสร้างของโชว์ถูกวางลำดับไว้อย่างแยบยล โดยนำศาสตร์แห่งมายากลและการอ่านใจมาร้อยเรียงเข้ากับจังหวะการเสิร์ฟอาหารในแต่ละคอร์สอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้ภาพที่ฉายลงบนโต๊ะกลายเป็นสื่อกลางในการนำพาผู้ร่วมโต๊ะทุกคนเข้าสู่เนื้อเรื่องในแต่ละบทได้อย่างแนบเนียน

ตลอดระยะเวลาของมื้ออาหาร แขกที่นั่งรับประทานอาหารจะไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังหรือผู้ชมการแสดงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถูกวางบทบาทให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวผ่านองค์ประกอบแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ แขกทุกคนบนโต๊ะจะได้รับการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า ทั้งการมองเห็นภาพ 3 มิติ การยินเสียงเอฟเฟกต์ การสัมผัส และการลิ้มรสชาติอาหารที่สอดรับกับภาพบนโต๊ะในขณะนั้น ระบบการฉายภาพจะสอดคล้องกับจังหวะการนำเสนออาหารแต่ละจาน เป็นการยกระดับการรับประทานอาหารให้กลายเป็นกิจกรรมความบันเทิงที่สร้างความทรงจำแปลกใหม่ในทุกช่วงเวลา
บทความนี้จะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยในคอร์ส The Grand Prestige Menu พร้อมสรุปข้อมูลการจองและข้อควรรู้สำคัญที่จะช่วยให้เตรียมตัวไปเช็กอินรับความสนุกได้อย่างราบรื่น
ข้อมูลสำคัญสำหรับการใช้บริการ
- สถานที่: ห้องอาหาร The Campus ชั้น LL โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (BTS ชิดลม)
- เวลาให้บริการ:
- พุธ – ศุกร์: รอบ 19:00 น.
- เสาร์ – อาทิตย์: รอบ 12:30 น. / 18:00 น. / 20:30 น.
- ระยะเวลาโชว์: ประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง
- การแต่งกาย: Smart Casual

เมนู The Grand Prestige (5 คอร์ส)
คอร์ส The Grand Prestige Menu เป็นคอร์สที่รวมเอาวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากทั่วโลกมาร้อยเรียงเข้ากับเรื่องราวในแต่ละบทการแสดงได้อย่างลงตัว โดยตลอดทั้งมื้อเราจะได้ลิ้มลองอาหารทั้งหมด 5 คอร์สที่ไล่ระดับรสชาติอย่างมีมิติ เริ่มต้นจากจานเปิดรสชาติสดชื่น จานเรียกน้ำย่อยเนื้อนุ่มละมุน ซุปต้มยำรสเข้มข้นสไตล์ไทย เมนคอร์สจานหลักที่ชูความหอมมันของปลาหิมะและทรัฟเฟิล ไปจนถึงของหวานปิดท้ายที่รวมความหวานมันและเปรี้ยวสดชื่นไว้ด้วยกันได้อย่างเพอร์เฟกต์

เริ่มต้นมื้ออาหารกันด้วย THE GRAND REVEAL จานเปิดตัวที่ออกแบบมาเพื่อปลุกประสาทสัมผัสและเรียกน้ำย่อย การนำเสนอจานนี้สอดรับกับจังหวะเปิดม่านการแสดงบนโต๊ะ โดยเลือกใช้เนื้อทูน่าสดคุณภาพเยี่ยมนำมาหั่นเต๋าชิ้นกำลังดี คลุกเคล้าจนได้รสสัมผัสที่นุ่มเด้งธรรมชาติ เสิร์ฟเคียงมากับครีมอโวคาโดเนื้อเนียน และแผ่นขนมปังอบกรอบ ที่ช่วยเพิ่มมิติให้จานนี้ดูมีเลเยอร์น่าทานยิ่งขึ้น
ในส่วนของรสชาติถือเป็นการจับคู่ส่วนผสมที่ลงตัวและมีมิติอย่างชัดเจน ความหวานสดของเนื้อทูน่าเมื่อทานคู่กับครีมอโวคาโดจะให้ความมันนุ่มลิ้น กลมกล่อมกำลังดี โดยมีไข่ปลาแซลมอน ที่ท็อปอยู่ด้านบนเข้ามาช่วยเติมเสน่ห์ด้วยสัมผัสแตกเปรี๊ยะในปาก นำความเค็มอมหวานและรสสัมผัสสดชื่นเบาๆ เข้ามาตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว เป็นคอร์สแรกที่เริ่มต้นได้อย่างน่าประทับใจและชวนให้ติดตามจานถัดไป

ถัดมาคอร์สที่สอง NEST OF ILLUSIONS จานเรียกน้ำย่อยที่ยกระดับความหรูหราขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการจัดวางองค์ประกอบบนจานได้อย่างประณีตสมชื่อ การนำเสนอจานนี้เลือกใช้ คาเวียร์ออสซีตรา วัตถุดิบชั้นเลิศที่วางโดดเด่นอยู่บน สตรัชชาเตลลาชีส (Stracciatella Cheese) ชีสสดเนื้อนุ่ม เสริมความสดใสด้วยมะเขือเทศหมักสีแดงฉ่ำ และเพิ่มความลึกลับด้วยการโรยผงมะกอกดำ (Black Olive Dust) กระจายอยู่รอบๆ สอดรับกับเรื่องราวความลึกลับและกลมายากลบนโต๊ะอาหาร
ด้านรสชาติ จานนี้ให้ความซับซ้อนและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ความเค็มกลมกล่อมของคาเวียร์ออสซีตราเมื่อทานคู่กับสตรัชชาเตลลาชีส จะมอบสัมผัสเค็มมัน นุ่มนวลละมุนลิ้นอย่างยิ่ง โดยมีมะเขือเทศหมักที่เติมความเปรี้ยวหวานสดชื่นเข้ามาแทรก ช่วยตัดความมันเข้มข้นของชีส ปิดท้ายด้วยผงมะกอกดำที่ทิ้งกลิ่นหอมเค็มโปร่งๆ ไว้ที่ปลายลิ้น เป็นการผสมผสานรสชาติที่สมดุลและสร้างมิติการทานที่ชวนหลงใหล

ก่อนจะไปพูดถึงรสชาติของคอร์สที่สาม ต้องขอแวะเล่าถึงความสนุกของโชว์ในช่วงนี้สักนิด เพราะเป็นช่วงที่เปลี่ยนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้กลายสนามทดสอบไหวพริบ หน้าโต๊ะของเราจะมีกล่องปริศนาสีดำที่ถูกล็อคด้วยแม่กุญแจรหัสวางอยู่ตรงหน้า ควบคู่ไปกับภาพแสงกราฟิก 3D ที่ฉายลงบนโต๊ะ เป็นการจำลองบรรยากาศห้องลับและการหลบหนีที่ชวนตื่นเต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น

กิมมิกสำคัญของคอร์สนี้คือการที่พวกเราทุกคนบนโต๊ะต้องรับบทเป็นนักสืบเฉพาะกิจ ช่วยกันไขรหัสลับเพื่อปลดล็อคกล่องตรงหน้าให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่สามารถสปอยล์คำตอบหรือเฉลยวิธีปลดล็อคทั้งหมดได้ เพราะอยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสความลุ้นและความฟินด้วยตัวเองตอนที่แม่กุญแจหลุดออก แต่บอกได้เลยว่าเป็นช่วงเวลาที่สร้างรอยยิ้ม ความสนุกสนาน และทำให้การรอคอยอาหารจานถัดไปเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

หลังจากผ่านช่วงเวลาไขรหัสลับสุดตื่นเต้น ก็นำไปสู่ THE GREAT ESCAPE คอร์สที่สามที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จานนี้เป็นการจับคู่เสน่ห์ของรสชาติไทยสตรีทฟู้ดเข้ากับวัตถุดิบพรีเมียมระดับสากล โดยชูวัตถุดิบหลักอย่าง ล็อบสเตอร์แคนาดาย่าง จัดวางมาพร้อมกับเกี๊ยวอาหารทะเล (Crustacean Dumplings) และเพิ่มมิติด้วยการราดซุปต้มยำร้อนๆ หอมกลิ่นผักชีและเครื่องสมุนไพรสดลอยเตะจมูก
ในเรื่องของรสชาติ ถือเป็นคอร์สที่รสชาติจัดจ้านโดดเด่น เนื้อล็อบสเตอร์แคนาดาย่างมาสุกกำลังดี ให้สัมผัสที่แน่น และหวานฉ่ำตามธรรมชาติ ทานคู่กับเกี๊ยวซีฟู้ดเนื้อเด้งสู้ฟัน ส่วนตัวซุปต้มยำทำออกมาได้เข้มข้น กลมกล่อม มีความเปรี้ยวและเผ็ดนำตามแบบฉบับต้มยำไทยแท้ แต่ไม่กลบรสหวานธรรมชาติของเนื้อล็อบสเตอร์ เป็นการนำรสชาติคุ้นเคยมาตีความใหม่ได้อย่างมีระดับ และช่วยตัดเลี่ยนรสชาติของคอร์สก่อนหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

เมื่อเข้าสู่เมนูจานหลักอย่าง THE INNER CIRCLE ที่เป็นการนำเสนอปลาหิมะชิ้นหนาที่ย่างซอสมิโสะจนเกิดสีน้ำตาลทองสวยงาม เสิร์ฟเคียงมากับมันบดเนื้อเนียน ตกแต่งด้วยแผ่นแป้งกรอบ (Tuile) และราดซอสเนยขาวสไตล์ฝรั่งเศส (Beurre Blanc) พร้อมสไลส์เห็ดทรัฟเฟิลดำท็อปมาด้านบน ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลทันทีที่ยกมาวางตรงหน้า
เรื่องรสชาติและเนื้อสัมผัส จานนี้ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบในฐานะ Main Course ตัวเนื้อปลาหิมะฉ่ำนุ่ม รสหวานหอมของซอสมิโสะซึมเข้าเนื้อปลา ตัดกับความเค็มมันนุ่มนวลของซอสเนยขาวเบอร์บลองค์อย่างพอดี มันบดเนียนละเอียดช่วยเพิ่มความละมุน ขณะที่เห็ดทรัฟเฟิลดำมอบมิติความหอมลุ่มลึกอันเป็นเอกลักษณ์

ปิดท้ายมื้ออาหารและโชว์สุดพิเศษด้วย FINAL ACT ของหวานจานปิดท้ายที่นำเสนอความอลังการสมชื่อ การดีไซน์จานนี้เน้นความหรูหราตื่นตาตื่นใจ โดยใช้พิตาชิโอเครมเมอซอลเต็ดคาราเมล (Salted Caramel-Pistachio Crémeux) เป็นองค์ประกอบหลัก ประดับตกแต่งด้วยทองคำแท้ทานได้ (Edible Gold) เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลาผสมเสาวรส และโรยหน้าด้วยข้าวพองกรอบ เพิ่มความน่าทานและความสวยงามเมื่อถ่ายคู่กับแสงไฟ 3D บนโต๊ะอาหาร
รสชาติของจานนี้เป็นการผสมผสานความหวาน มัน เค็ม และเปรี้ยวไว้อย่างมีมิติ ตัวครีมพิตาชิโอผสมซอลเต็ดคาราเมลให้รสชาติหวานมันเข้มข้น หอมกลิ่นถั่วชัดเจน มีความเค็มปนหวานนิดๆ จากคาราเมล ช่วยให้ไม่เลี่ยนจนเกินไป ขณะเดียวกันความเปรี้ยวสดชื่นจากไอศกรีมวานิลลาเสาวรสก็เข้ามาตัดความเข้มข้นได้อย่างลงตัว ตบท้ายด้วยสัมผัสกรุบกรอบของข้าวพองที่ช่วยเพิ่มเลเยอร์การเคี้ยว ทำให้เป็นคอร์สของหวานที่ปิดฉากมื้อนี้ได้อย่างเพอร์เฟกต์

บทสรุปมื้อพิเศษ Experiential Dining ใจกลางกรุงเทพฯ
The Magic Table คือการให้รางวัลชีวิตด้วยประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากดินเนอร์ทั่วไป ราคา 3,900++ บาทต่อท่าน สำหรับ The Grand Prestige Menu จึงตอบโจทย์ความคุ้มค่า เพราะทุกนาทีตลอดสองชั่วโมงเต็มบนโต๊ะอาหาร คือการผสมผสานงานศิลปะ เทคโนโลยี 3D Projection และศาสตร์แห่งมายากลได้อย่างมีชั้นเชิง เปลี่ยนไฟน์ไดนิ่งแบบเดิมให้กลายเป็นโชว์สุดตื่นตาตื่นใจที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมไปพร้อมกัน
ในส่วนของอาหาร ต้องยอมรับว่าเชฟทำการบ้านมาได้อย่างน่าประทับใจ การนำเอาวัตถุดิบมาเสิร์ฟ ตั้งแต่ คาเวียร์ออสซีตรา ล็อบสเตอร์แคนาดา ปลาหิมะ ไปจนถึง ทรัฟเฟิลดำ ไม่ใช่แค่การชูความหรูหราของวัตถุดิบเท่านั้น แต่ทุกจานผ่านการรังสรรค์รสชาติอย่างประณีต มีมิติ มีการดึงเสน่ห์ของเครื่องปรุงไทยเข้ามาตัดเลี่ยนได้อย่างเหนือชั้น ทำให้อาหารอร่อยโดดเด่นสมราคาและมาตรฐานโรงแรมห้าดาว ไม่ได้ถูกบดบังด้วยความอลังการของแสงสีบนโต๊ะแม้แต่น้อย
สำหรับใครที่กำลังมองหาเดสติเนชันในการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ มื้อเดทสุดโรแมนติก หรืออยากพาคนสำคัญไปสัมผัสเทรนด์การกินแบบ Experiential Dining ระดับเวิลด์คลาสใจกลางเมือง The Magic Table ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ คือหนึ่งในลิสต์ที่ต้องมาลองสักครั้ง เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศแล้ว ยังจะได้เก็บความทรงจำสุดประทับใจและความสนุกสนานกลับไปแบบเต็มอิ่ม
ข้อแนะนำก่อนการสำรองที่นั่ง
- ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า: เนื่องจากจำกัดจำนวนที่นั่งต่อรอบ และไม่มีบริการสำหรับลูกค้า Walk-in
- ตรงต่อเวลา: ระบบ 3D Mapping และการแสดงดำเนินไปพร้อมกันทุกโต๊ะในรอบนั้น หากเดินทางมาสาย โชว์จะดำเนินต่อไปโดยไม่รอ ควรเดินทางมาถึงก่อนเวลาเริ่มอย่างน้อย 15 นาที







