ลองใช้ชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวในย่านสุขุมวิทหนึ่งคืนที่ โรงแรม ไทร์บ ลีฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท 39 (TRIBE Living Bangkok Sukhumvit 39) โรงแรมในเครือ Accor ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างชัดเจน บนโลเคชันที่รายล้อมด้วยความเคลื่อนไหวของสุขุมวิทตลอดทั้งวัน บรรยากาศภายในให้ความรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา พื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล รองรับทั้งการพักผ่อน การทำงาน และการใช้เวลาในแต่ละวันได้อย่างต่อเนื่อง


A Design That Reflects Modern Living
ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้พื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์แบบใหม่ งานออกแบบจึงเลือกลดความคลาสสิกลง และหันมาเน้นความร่วมสมัยผ่านโทนสี องค์ประกอบ และวัสดุที่ให้ความรู้สึกสดใหม่ แทรกความสนุกผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างลวดลายและพื้นผิว พื้นที่ส่วนกลางถูกจัดวางให้ใช้งานได้จริง ทั้งมุมสำหรับนั่งทำงาน พบปะ หรือใช้เวลาแบบสบาย ๆ ทุกอย่างจึงดูต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิต


Stay Designed for Your Rhythm
คราวนี้ SOtraveler ได้พักในห้องแบบ TRIBE Studio ขนาด 28 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของส่วนโรงแรม ตัวห้องถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ครบถ้วน พื้นที่ภายในจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน โดยมีเตียงขนาดใหญ่เป็นจุดหลักของห้อง โทนการตกแต่งยังคงความโมเดิร์นในแบบของ TRIBE เปิดรับวิวเมืองได้กว้างขึ้น ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูโปร่งและสบายตา รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างลวดลายพรมและการเลือกใช้สี ช่วยเติมคาแรกเตอร์ให้พื้นที่ดูมีชีวิตและไม่เรียบจนเกินไป




ฟังก์ชันภายในห้องถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ต่อเนื่องและไม่ติดขัด โดยมีเครื่องใช้ภายในครัวครบทั้งไมโครเวฟ ตู้เย็น และเครื่อง Nespresso พร้อมอุปกรณ์พื้นฐานอย่างโต๊ะทานข้าว รวมถึงเครื่องซักผ้า ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตภายในห้องใกล้เคียงกับการอยู่อาศัยในคอนโดหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากขึ้น ไม่ว่าจะพักผ่อนหรือทำงานก็ทำได้สะดวก เสริมด้วยโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้ทุกช่วงเวลาภายในห้องดำเนินไปได้อย่างลื่นไหล




Rooftop Evenings at Taco Hachi
เมื่อออกจากห้องพักในช่วงเย็น เราเลือกขึ้นมาที่ Taco Hachi ซึ่งเป็น Rooftop Bar สไตล์ Japanese – Mexican Fusion เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศมื้อค่ำให้สบายขึ้น พื้นที่เปิดรับวิวเมืองแบบพาโนรามา เหมาะกับการนั่งชมพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า บรรยากาศมีทั้งโซนอินดอร์และเอาท์ดอร์ให้เลือกนั่ง รับลมเย็นสบายในช่วงค่ำ เมนูฝั่ง Mexican เริ่มต้นได้ง่ายด้วย Tacos De Camaron ที่ให้รสสดชื่นจากซัลซามะม่วงฮาบาเนโร เข้ากับกุ้งย่างและมายองเนสชิโพเทิลอย่างลงตัว ต่อด้วย Quesadilla De Pollo แผ่นแป้งตอร์ติญาที่ย่างจนหอม ห่อไส้ไก่และชีสละลาย ให้ความรู้สึกอิ่มกำลังดีและทานเพลิน




ขยับมาที่ฝั่ง Japanese ที่ช่วยเติมมิติให้มื้อค่ำมากขึ้น เริ่มจาก Kaizen Carpaccio ที่รวมปลาหลากชนิดทั้งแซลมอน ทูน่า และฮามาจิ เสิร์ฟพร้อมซอสยูซุที่ให้รสเปรี้ยวสดใส ช่วยดึงรสของวัตถุดิบให้ชัดขึ้น ถัดมาคือ Rainbow Roll ที่รวมทั้งปลา อะโวคาโด และไข่ปลาไว้ในคำเดียว ให้ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ก่อนปิดท้ายด้วย Matcha Red Bean Basque Cheesecake ที่ได้ความเข้มของมัทฉะและความนุ่มของเนื้อเค้ก ช่วยให้จบมื้อได้อย่างพอดี




Easy Mornings & Casual Bites at TRIBE Table
เช้าวันถัดมา…ชีวิตเริ่มต้นที่ TRIBE Table ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ มื้อเช้ามีความหลากหลายและตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งเมนูร้อน เบเกอรี่ และเครื่องดื่มที่จัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน บรรยากาศยังคงความเรียบง่ายและสบาย เหมาะกับการใช้เวลาแบบไม่เร่งรีบ ก่อนออกไปทำกิจกรรมในวันนั้น




ช่วงกลางวัน TRIBE Table ก็เพิ่มความน่าสนใจด้วย Set Lunch ที่ออกแบบมาให้เลือกได้ตามสไตล์การทานในแต่ละวัน แต่ละเซ็ตจัดมาแบบครบทั้งอาหารจานหลัก ของทานเล่น และเครื่องดื่มในราคา 450 บาทต่อเซ็ต มีให้เลือกทั้ง Western Set อย่างซีซาร์สลัดคู่ไก่ย่างหรือพาสต้า Thai Set ที่รวมเมนูไทยอย่างต้มข่าไก่ ผัดไทย หรือสเต็กหมู และ Bite Set สำหรับการแบ่งกันทาน ทั้งปอเปี๊ยะ ไก่ทอด และไอศกรีม ทำให้มื้อกลางวันเป็นอีกช่วงเวลาที่ต่อเนื่อง ใช้ง่าย และยังคงบรรยากาศแบบสบาย ๆ ได้อย่างลงตัว




Quiet Reset at La Mun Onsen & Spa
เปลี่ยนบรรยากาศมาสู่ความสงบที่ La Mun Onsen & Spa ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแช่ออนเซ็นแบบส่วนตัว พื้นที่เงียบช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ คลายความตึงจากความเหนื่อยล้า นอกจากบ่อส่วนตัวแล้ว ยังมีบ่อออนเซ็นขนาดใหญ่ที่สามารถลงพร้อมกันได้หลายสิบคน แยกโซนน้ำร้อนและน้ำเย็นอย่างชัดเจน พร้อมห้องสตรีมภายในที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การผ่อนคลายให้ครบมากขึ้น อุณหภูมิของน้ำช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเตรียมผิวสำหรับการดูแลในขั้นตอนถัดไป ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นการพักร่างกายที่รู้สึกได้อย่างชัดเจน


ต่อเนื่องจากการแช่ออนเซ็น ร่างกายที่เริ่มผ่อนคลายแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนของการสครับผิวและนวดอโรม่า การผลัดเซลล์ผิวช่วยให้ผิวเรียบเนียนและพร้อมรับการบำรุงมากขึ้น ขณะที่การนวดสามารถเลือกน้ำหนักได้ตามความต้องการ ตั้งแต่เบาไปจนถึงหนัก เพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายในวันนั้น กลิ่นหอมของน้ำมันอโรมาช่วยเติมบรรยากาศให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น ทำให้ช่วงเวลานี้ค่อย ๆ ต่อเนื่องจากการแช่น้ำ ไปสู่การดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้อยู่ในแพ็กเกจราคา 2,590 บาทสำหรับ 2 ท่าน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสบายที่ได้รับ และเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพักในโรงแรมด้วย


Active Living & Easy Connections
ส่วนกลางของโรงแรมก็เปิดพื้นที่ให้ได้ใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกถูกออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตในแบบ Active ได้อย่างครบถ้วน ทั้งสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าที่เปิดรับวิวเมือง ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์พร้อมใช้งาน และ Grab & Go ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถเลือกใช้เวลาของตัวเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า กลางวัน หรือกลางคืน





การเดินทางออกไปยังย่านรอบ ๆ ก็ทำได้สะดวกไม่ต่างกัน โรงแรมตั้งอยู่ในสุขุมวิท 39 ซึ่งเชื่อมต่อกับแหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สำคัญได้ง่าย มีบริการ Shuttle ไปยัง EmQuartier และ BTS Phrom Phong ทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง และยังมี EV charger สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้การเดินทางในเมืองสะดวกขึ้น

Where the City Slows Down, Just a Little
เรียกได้ว่า…การเข้าพักที่ โรงแรม ไทร์บ ลีฟวิ่ง กรุงเทพฯ สุขุมวิท 39 (TRIBE Living Bangkok Sukhumvit 39) จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองได้ครบในที่เดียว ทั้งการพักผ่อน การรับประทานอาหาร และการดูแลตัวเอง ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริงและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ระหว่างช่วงเวลาที่ได้พักอยู่ที่นี่ ทุกอย่างค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างพอดี ไม่ต้องวางแผนมาก ก็สามารถใช้เวลาได้เต็มที่ในแบบของตัวเอง

TRIBE Living Bangkok Sukhumvit 39
ที่อยู่: 122 ซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
การจองห้องพัก:
- โทรศัพท์: 02-261-3939
Social Media:
- Facebook: TRIBELivingBangkokSukhumvit39
- Instagram: @tribebangkok
- Website: https://tribebangkokhotel.com/



