• 3
    Shares

“ เราอยากให้คนที่เข้ามาได้ทิ้งภาระและเรื่องราวหนักใจของเขาไว้ที่นี่ ดื่มด่ำกับอาหารและเครื่องดื่มของเราให้สบายใจ แล้วกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างเต็มที่” คอนเซ็ปต์ที่แสนจะเรียบง่าย​ของผู้บริหาร ร้านบังเกอร์ (Bunker)​ แต่ตรงเข้ากระแทกใจเราอย่างจัง​ พอลองมาคิดดูดีๆ คนเมืองอย่างเรา​ แต่ละวันต้องเจอกับปัญหา​และสภาวะที่กดดัน​สารพัด ​ทั้งการงาน​ ครอบครัว​ และสังคมรอบตัว​ บางครั้งเราก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัว​ที่เป็นเหมือน​ ‘หลุมหลบภัย’ อยู่เหมือนกัน​ เพียงแต่เรานึกไม่ออก​ ว่าจะไปที่ไหนเท่านั้น แนวคิดสุดเท่ส์ของร้านอาหารคุณภาพไฟน์ ไดน์นิ่ง (Fine Dining) อย่าง “บังเกอร์” (Bunker) จึงตอบโจทย์​เราได้เป็นอย่างดี

Bunker Sathorn -1

บังเกอร์ เป็นร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นอเมริกัน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก​ ‘หลุมหลบภัย’ ตามชื่อ​ร้าน เดิมทีอาหารของบังเกอร์​นั้น​ ถูกจัดสรรให้เป็นอาหารชั้นเลิศระดับไฟน์ ไดน์นิ่ง (Fine-Dining) ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบหายากมากมายจากทั่วทุกมุมโลกและปรุงโดยเชฟผู้มากประสบการณ์​ แต่ด้วยคอนเซ็ปต์หลัก​ที่บังเกอร์​ปรารถนาให้ทุกคนที่เข้ามาในร้านได้ผ่อนคลายและปล่อยวางความกังวลทุกอย่างออกไปจากใจ​ สมกับที่ได้อยู่ในหลุมหลบภัย

การปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้กลายเป็น เซมิ ไฟน์ไดน์นิ่ง (Semi-Fine Dining) หรือ​แคชวล ไดน์นิ่ง (Casual Dining) จึงเป็นบทสรุปที่กลมกล่อมมาก

เสน่ห์ของ Casual Dining อย่างหนึ่งคือ ผู้ที่มารับประทานจะสามารถแชร์อาหารร่วมกันได้หลายคน​โดยอาหารที่นำมาเสิร์ฟจะถูกเตรียมให้มีสัดส่วนที่ลงตัวสำหรับจำนวนผู้ทาน ทำให้ทุกคนสามารถเอ็นจอยกับทุกเมนูได้โดยไม่รู้สึกเกร็งกับบรรยากาศ ในขณะที่คุณภาพของอาหารไม่ได้ดรอปลงไปตามความผ่อนคลาย​แต่อย่างใด เพราะบังเกอร์​ยังรักษามาตรฐานความเป็นไฟน์ไดนิ่งของอาหารไว้อย่างดีเยี่ยม ไม่แพ้ร้านอาหารหรูในโรงแรมระดับไฟน์ไดนิ่งที่ใดเลย

ด้านการออกแบบ บังเกอร์ ถูกดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ของอินดัสเทรี่ยล ลอฟท์ (Industrial Loft) ซึ่งมีพื้นฐานการออกแบบจากอิฐและปูนเปลือยที่ให้อารมณ์สุขุม เยือกเย็น และผ่อนคลาย โดยมีนักออกแบบชื่อดังชาวอเมริกันอย่าง “Kelly Wheatley” ผู้เชี่ยวชาญด้านการดีไซน์วัตถุและของเก่า มาร่วมดัดแปลงและตกแต่งร้านให้มีความน่าหลงไหลและมีสไตล์มากยิ่งขึ้น

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันสดใสตัดกับกำแพงและผนังที่ทำจากปูนเปลือย​  ประกอบกับโคมไฟที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ให้บรรยากาศอบอุ่น​และผ่อนคลายมากทีเดียว​ ​

ร้านดีๆ กับบรรยากาศลอฟท์ ที่ไม่ธรรมดา

บังเกอร์​ แบ่งพื้นที่หลักๆของร้าน​ ออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน ซึ่งแต่ละชั้นจะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มที่ชั้นแรก เพียงก้าวเท้าเดินเข้าไปในร้าน ภาพที่เตะตาเราในทันทีก็คือบาร์ ที่มีเครื่องดื่มแอลกฮอล์และเหล้าหลายชนิด มากมายจนอดที่จะแอบคิดในใจไม่ได้ว่าบาร์เทนเดอร์เค้าจะใช้ครบทุกขวดเลยหรือเปล่า?? เพราะมันเยอะมากจริงๆ

แต่ความเยอะนี่ล่ะ​ ที่ทำให้เราเห็นถึงความพิถีพิถัน​ และความใส่ใจ​ของบาร์เทนเดอร์ที่มีต่อเครื่องดื่มที่เขาปรุงให้เรา​ พื้นที่ชั้นแรกนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสพบรรยากาศชิลล์​ๆและไพร์เวท หรือต้องการรีแล็กซ์จากการงานและเรื่องราวน่าปวดหัวมากมายที่พบเจอมาทั้งวัน​

บรรยากาศ​สุดสบายแบบนี้​ ชวนให้ปลดปล่อยอารมณ์​ที่หนักอึ้ง​ได้มากมายทีเดียว​

ชั้นที่สอง เป็นห้องเมนไดน์นิ่ง (Main Dining) เราเห็นโต๊ะอาหารที่ทำจากหินอ่อนจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน และตกแต่งอย่างเป็นระเบียบสวยงามมาก และที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือ ห้องครัวที่เป็นครัวเปิด ไม่มีผนังหรือกำแพงกั้นระหว่างครัวกับพื้นที่รับประทานอาหาร​ ทำให้เราสามารถ​ไปยืนดูและสัมผัสกับความละเอียดอ่อน​ในการทำอาหารของเชฟได้โดยตรง​  และที่พิเศษ​มากๆคือ แม้จะเป็นครัวเปิด​ แต่บริเวณที่เรารับประทานอาหารกลับไม่มีกลิ่นหรือควันจากในครัวมารบกวนเลยแม้แต่น้อย​ ถือว่าออกแบบระบบถ่ายเทอากาศ​ได้เจ๋งจริงๆ แถมที่ชั้นสองนี้​ เรายังสามารถผ่อนคลายสายตาไปกับการชมวิวเมืองจากหน้าต่างได้อีกด้วย​ ​

ชั้นที่สาม เป็นชั้นไพร์เวท โซน (Private Zone) เป็นโซนที่มีไว้รองรับผู้ที่ต้องการจัดปาร์ตี้หรืองานเลี้ยงส่วนตัว ชั้นนี้นอกจากจะมีพื้นที่พื้นที่อินดอร์ตามปกติแล้ว​ ยังมีพื้นที่เอาท์ดอร์สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากเสียงดนตรีและเสียงผู้คนในห้อง​เป็นการออกมานั่งชิลล์​เงียบๆสงบสบายข้างนอกได้อีกด้วย​

Executive Chef: Arnie Marcella

เชฟ อาร์นี่ มาร์เซลลา เชฟหัวเรือใหญ่แห่งร้านบังเกอร์ ผู้ผ่านประสบการณ์จากร้านอาหารมิชลินมาแล้วมากมาย​ การมีโอกาสซึมซับวัฒนธรรมที่หลากหลายจากนานาประเทศทำให้เขาสามารถนำประสบการณ์​เหล่านั้นมาประยุกต์เมนูอาหารของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็น “Melting Pot”

Melting Pot สำหรับเชฟอาร์นี่นั้น​ จึงเปรียบเสมือนหม้อใหญ่ที่หลอมรวมเอาวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆเข้าด้วยกัน ​ อาหารของเขาแม้จะมีพื้นฐานมาจากอาหารสไตล์อเมริกันก็จริง​  แต่มันกลับมีเครื่องปรุงและกลิ่นอายของความเป็นเอเชียแทรกอยู่

ด้วยฝีมือและพรสววรค์ของเขา ทำให้ร้าน บังเกอร์ ได้รับรางวัล “Michelin Plate” จากมิชลิน ไกด์ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน และยังติดอยู่ใน 20 อันดับของรางวัล “20 Most Underated Restaurant” หรือ​ ร้านอาหารชั้นเลิศที่ถูกมองข้ามมากที่สุด

Bunker’s Style

สไตล์อาหารของบังเกอร์เป็นอาหารอเมริกันสไตล์โมเดิร์น​ ที่มีจุดเด่นมากๆ คืออาหารแต่ละจานจะมีเอกลักษณ์ที่เป็นซิกเนเจอร์ส่วนตัวของร้าน ไม่สามารถหาทานได้ที่อื่นทั่วไป​ ขอย้ำว่า​ หาทานที่ไหนไม่ได้! เพราะเชฟอาร์นี่เขาผสมผสานสูตรอาหารอเมริกันสมัยใหม่กับเครื่องปรุงในแถบเอเชียเข้าด้วยกัน แถมยังคงเสน่ห์ของทั้งคู่ไว้ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลบลักษณะเด่นของอีกฝ่าย  เมนูแต่ละจานล้วนเป็นฟิวชั่นฟู้ดที่ถูกคัดสรรและปรุงออกมาอย่างลงตัวในทุกรายละเอียด​

สำหรับวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่บังเกอร์​เลือกใช้​ เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบระดับสูงจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา นับว่าหลากหลายมากจริงๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าเชฟอาร์นี่จะให้ความสำคัญ​เฉพาะกับวัตถุดิบคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว​ (ไม่เช่นนั้นใครๆก็ทำได้เนอะ) แต่เชฟคนนี้ยังให้ความสำคัญ​ในทุกส่วนของการปรุง​ เชฟเล่าว่า​ กว่าจะผ่านแต่ละเมนู​นั้น เขาต้องคิด​ ต้องสร้างสรรค์​ ต้องคำนวณ​และต้องทดลองชิมซ้ำแล้วซ้ำอีก​ จนกว่าจะได้รสชาติ​ที่เข้ากันมากที่สุด เมนูหลายเมนู​พิสูจน์​ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า​มันเป็นแบบนั้นจริงๆ​ คือ​บางเมนูมีส่วนผสมที่แปลก​ ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้​  แต่พอทานด้วยกัน​ กลับมีรสชาติที่เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ​​

Summer Cocktails

เมนูค็อกเทลของบังเกอร์​ จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและอารมณ์ของบาร์เทนเดอร์​ (ส่วนใหญ่น่าจะอารมณ์​ดีนะ)​ สำหรับค็อกเทลประจำวันนี้ บาร์เทนเดอร์หนุ่มสุดหล่อประจำบาร์ชั้นแรกได้รังสรรค์​ท่วงท่าและเทคนิคการชงแบบที่แอบเติมเสน่ห์เข้าไปอย่างเต็มที่​ทีเดียว​ รับรองว่าต้องมีใครหลายคนที่เคยหลงเสน่ห์​ของเขาจนลืมค็อกเทล​ที่อยู่ตรงหน้าไปชั่วขณะอย่างแน่นอน​

Spiced Blossom : ค็อกเทล​แก้วแรกเป็นแก้วที่มีกลิ่นเปลือกส้มเป็นตัวชูโรง จิบแล้วรู้สึกสดชื่นกระปี้กระเปร่ามาก รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานแบบที่แทบไม่มีรสขมของแอลกอฮอล์ปนอยู่เลย แก้วนี้ดื่มง่ายและเบาบางมากๆ แถมด้านบนยังมีฟองนุ่มๆที่ทำจากไข่ขาวให้รสสัมผัสนุ่มละมุนอีกด้วย​ สำหรับรสเปรี้ยวและหวานนั้นมาจาก แอปเปิ้ลไซรัปและเปลือกส้มซอยชิ้นเล็กๆ​ จิบค็อกเทล​ไปเคี้ยวเปลือกส้มชิ้นเล็กๆไปด้วย​ ฟินไปเลยล่ะ

“Spiced Blossom” : 300 Baht
“Spiced Blossom” : 300.- บาท

Middle Star : ค็อกเทลแก้วนี้จะมีกลิ่นอบเชยเป็นพระเอก ทุกครั้งที่หยิบแก้วขึ้นมากินก็จะมีกลิ่นอบเชยเตะจมูกเบาๆทุกครั้ง ในเรื่องรสชาตินั้นมีความเข้มข้นไม่น้อย มีทั้งความเปรี้ยวอมหวานแบบเข้มๆ ผสมกับรสชาติและกลิ่นแอลกอฮอล์ที่แทรกเข้ามา แก้วนี้นุ่มละมุน​จนคุณผู้หญิงน่าจะชอบ

Bunker Sathorn -12
“Middle Star” : 340.- บาท

Doctor Fairy : แก้วนี้พิเศษมาก​ พิเศษตรงที่บาร์เทนเดอร์มาชงให้ดูถึงที่โต๊ะเลย เขาใช้เหล้า แอปแซง (Absinth) ที่มีเปอร์เซ็นแอลกอฮอล์สูงถึง 60-80 เปอร์เซ็นต์​ฉีดรอบๆแก้ว​ แล้วใช้ไฟลนเพื่อให้แอลกอฮอล์ระเหยเป็นบางส่วน จากนั้นตามด้วยเหล้า Ritten house rye และเปลือกส้มที่มาด้วยกัน รสชาติแก้วนี้​ ใครที่มั่นใจว่าคอแข็ง​พอควรต้องลองอย่างยิ่ง

“Doctor Fairy” : 340.- บาท
“Doctor Fairy” : 340.- บาท

ส่วนแก้วนี้​ “American Tiki” รูปลักษณ์​ภายนอกออกแนวซัมเมอร์ ด้วยส่วนผสมของสับปะรดและเสาวรสที่มีรสชาติเปริ้ยวเย็นสดชื่น เหมาะกับบรรยากาศ​เมืองไทยหน้าร้อนเป็นอย่างมาก แอลกอฮอล์ที่ใช้ในเมนูนี้เป็น รัม Flor de Cana ที่หมักบ่มยาวนานถึง 5 ปี รสชาตินุ่มๆพร้อมกลิ่นหอมของวานิลลาที่สัมผัสได้จากปลายลิ้นนั้น​ เยี่ยมมากทีเดียว

“American Tiki” : 320.- บาท
“American Tiki” : 320.- บาท

Appetizers

ต่อจากค็อกเทล​ ก็เข้าสู่สตาร์ทเตอร์เรียกน้ำย่อย ซึ่งบังเกอร์​มีโทสต์ที่อบด้วยกระเทียมกับโรสแมรี่แล้วโรยด้วยซีซอลท์ (Sea salt) ไว้บริการให้ทุกคนที่มาทานอาหารแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เรียกว่าเป็นคอมพลิเมนทารี่ (Complimentary) ของทางร้านก็ว่าได้

แต่หลังจากได้ทานของฟรีชิ้นนี้เข้าไปแล้วเนี่ยสิ มันเกิดความรู้สึกที่อยากจะเสียเงินเพื่อทานเพิ่มอีกชิ้นซะเหลือเกิน เพราะความหอมนุ่มของโทสต์และความเค็มนิดๆจากเกล็ดซีซอลท์มันช่างลงตัวมากๆ อร่อยเกินกว่าจะเป็นแค่สตาร์ทเตอร์ธรรมดาทั่วไปจริงๆ​ แต่เราก็ต้องห้ามใจไว้ เพราะขนาดของว่างยังอร่อยขนาดนี้ จานหลักจะอร่อยขนาดไหน” ต่อกันเลยที่ของว่างจานถัดไป

หอยนางรมพันธุ์ Eagle Rock : เป็นหอยนางรมที่หาได้เฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น และเป็นหอยจากธรรมชาติที่ทางร้านหามาเพื่อประกอบเป็นเมนูที่หาทานที่อื่นไม่ได้ รสสัมผัสของมันก็มีความแตกต่างกับหอยนางรมพันธุ์อื่นๆอย่างสิ้นเชิง เพราะเนื้อของมันมีความครีมมี่ (creamy) มากกว่าพันธุ์อื่นๆ และมีรสหวานสอดแทรกอยู่ในทุกอณูของเนื้อ และที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นคาวเลย

สำหรับเมนูนี้เชฟได้แต่งหน้าหอยนางรมด้วยฟองแอลมอนด์มิลค์บางๆ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่แปลกใหม่ และยังช่วยดึงรสชาติความหวานของตัวหอยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

Bunker Sathorn -10
“Eagle Rock Oysters dressed with Pickled Garlic-Almond Froth : 180.- บาท / ตัว

Scallop “Tots” : จานนี้ถือเป็นเซอร์ไพรส์มากๆเลยสำหรับใครหลายๆคน เพราะภายนอกอาจจะดูเหมือนเป็น 1 คำเล็กๆที่ธรรมดา และรสชาติคงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่พอได้ลองจึงรู้ว่าคิดผิด เพราะของว่างคำเล็กๆคำนี้แหละ ที่จะสะกดทุกคนได้อยู่หมัด เนื่องจากรสชาติของมันให้ความรู้สึก​ที่พิเศษอย่างเหลือเชื่อ

ส่วนประกอบของจานนี้จะมี 2 ส่วนคือ ด้านบน และ ด้านล่าง

อธิบายอย่างรวบรัดเลยคือ ด้านล่างจะเป็นข้าวเหนียวทอดที่ให้ความรู้สึกเหมือนข้าวจี่ ส่วนด้านบนจะเป็นหอยเชลล์สดนำเข้าจากอลาสก้า เมื่อทานเข้าไปแล้วหลายคนคงจินตนาการรสชาติไว้เป็นแบบนึง แต่หารู้ไม่ว่า พระเอกของจานนี้จริงๆแล้วกลับกลายเป็นพริกซอยชิ้นเล็กๆที่วางอยู่บนหอยเชลล์รสชาติเผ็ดนิดๆของพริกที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งคำ ทำให้ของว่างจานนี้เป็นจานที่อร่อยและลงตัวมากๆ

Scallop “Tots” : 350.- บาท
Scallop “Tots” : 350.- บาท

Main Dishes

ซีซ่าร์สลัด (Grilled Caesar Salad) : จานนี้ เรียกได้ว่าเป็นการพลิกโฉมซีซ่าร์สลัดอย่างแท้จริง เพราะไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เพราะวัตถุดิบในจานนั้นมีเยอะมากมายหลากหลายมาก และนอกจากนั้นเชฟยังแบ่งเลเยอร์ (Layer) ของสลัดเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือชั้นผักสดและผักที่กริลล์แล้ว แต่สลัดของที่นี่จะไม่มีน้ำสลัดเยิ้มๆเหมือนที่อื่น เพราะรสชาติของซีซ่าร์นั้นได้ซึมซาบเข้าเข้าไปในตัวผักเรียบร้อยแล้ว และปิดท้ายด้วยการโรยหน้าด้วยกูร์ตอง(Crouton) พาร์เมซานชีส และชีสแผ่นทอดกรอบบางๆ สร้างความประทับใจและความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับคนที่ชอบทานสลัดมากๆ

“Grilled Caesar Salad” : 350.- บาท
“Grilled Caesar Salad” : 350.- บาท

Spotted Grouper Crudo : กินิเลา (Kinilaw) จานนี้ทำมาจากปลาแมคเคอเรลสไลซ์ชิ้นหนาเต็มคำ ปรุงด้วยกะทิและสมุนไพรหลายชนิด ให้กลิ่นคล้ายต้มข่าของไทย แต่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารฟิลิปปินส์เป็นหลัก โดยรวมให้รสชาติที่กลมกล่อมและแปลกใหม่สำหรับใครที่ไม่เคยทานมาก่อน

“Spotted Grouper Crudo” : 300.- บาท
“Spotted Grouper Crudo” : 300.- บาท

Steamed Clams Escabeche : จานนี้มีส่วนประกอบหลักคือหอยลายนึ่ง ที่ถูกนำไปปรุงกับเครื่องเทศสูตรเฉพาะที่ให้รสชาติเข้มข้นและซึมเข้าสู้เนื้อหอย จานนี้มีวิธีการรับประทานแนะนำคือ นำขนมปังที่วางอยู่ที่ขอบจานหักแล้วจิ้มกับเครื่องแกงที่นอนก้นอยู่ในจาน ยิ่งจิ้มเยอะยิ่งเข้มข้น ยิ่งอร่อย หลังจากนั้นค่อยๆตักหอยลายเข้าปากในระหว่างที่ยังเคี้ยวขนมปังอยู่ รับรองว่าเด็ด ครบทุกรส ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน

“Steamed Clams Escabeche” : 275.- บาท
“Steamed Clams Escabeche” : 275.- บาท

Smoked Black Angus Beef Short Rib : จานเนื้อจานนี้เชฟได้นำเอาส่วนของชอร์ทริบส์มาใช้ในการปรุง โดยเนื้อได้ถูกนำไปรมควันด้วยไม้เชวี่ก่อนเพื่อกลิ่นที่หอมและทำการเคลือบ(Glazed) ด้วยซอสโคชูจังซึ่งเป็นเครื่องปรุงท้องถิ่นของประเทศเกาหลีก่อนนำมาย่าง สำหรับจานนี้เชฟแนะนำให้ทานคู่กับมันม่วงของญี่ปุ่นซึ่งให้รสชาติหวานตัดกับรสชาติเข้มข้นของเนื้อ คอมบิเนชั่นของจานนี้ถือว่าแปลกแต่ลงตัวมากๆอย่างเหลือเชื่อจริงๆ เพราะมันม่วงนั้นถือเป็นตัวชูรสชาติชั้นดีที่ทำให้รสชาติ​ของเนื้อโดดเด่นอยู่ในปากมากขึ้น

“Smoked Black Angus Beef Short Rib” : 1,350.- บาท
“Smoked Black Angus Beef Short Rib” : 1,350.- บาท

Banana Prawns Ginataang : นอกจากการแต่งจานที่สะดุดตาแล้ว กลิ่นของอาหารจานนี้ก็เตะจมูกเรามากเช่นกัน เราสัมผัส​กลิ่นได้ตั้งแต่แรกที่จานนี้ถูกนำมาวางบนโต๊ะ เมนูนี้เชฟใช้สมุนไพรผสมในเครื่องแกงหลายชนิด ทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อม กุ้งแม่น้ำที่นำมาปรุงก็ได้รับอิทธิพลจากกลิ่นหอมของสมุนไพรไปด้วย เลยทำให้เคี้ยวแรกที่ทานเนื้อกุ้งเข้าไป เป็นเคี้ยวที่เพอร์เฟ็ค​ที่สุด ถ้าได้ข้าวสวยร้อนๆมาวางข้างๆ อาจจะทานจนอิ่มได้เลย

“Banana Prawns Ginataang” : 650.- บาท
“Banana Prawns Ginataang” : 650.- บาท

Grilled 21-Day Dry Aged Pork Chop : จานนี้ถือเป็นหนึ่งในจานที่เชฟตั้งใจพรีเซ้นท์มาก เพราะพอร์คชอพ(Pork Chop) ที่เชฟได้นำมารังสรรค์เป็นเมนูนี้นั้นผ่านการดรายเอจ(Dry Aged) มานานถึง 21 วันด้วยกัน ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการบ่มเนื้อเพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้นนั่นเอง โดยเมนูนี้เชฟแนะนำให้ทานเนื้อพอร์คชอพคู่กับฟักทองเนื้อบดละเอียดและผักปรุงรส ตัวพอร์คชอพมีรสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น ถูกตัดในชิ้นพอดีคำ รสชาติไม่เข้มข้นหรืออ่อนจนเกินไป แต่พอทานคู่กับเครื่องเคียงที่มีรสชาติเข้มข้นแล้ว ลงตัวอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

“Grilled 21-Day Dry Aged Pork Chop” : 800.- บาท
“Grilled 21-Day Dry Aged Pork Chop” : 800.- บาท

Summer Desserts

Tropical Key Lime Pie : เมื่อของคาวถึงที่แล้ว เราก็จะมาต่อที่ของหวานกันบ้าง จานแรกที่ถูกในมาเสิร์ฟตกแต่งสวยมากจนแทบไม่กล้าแตะ เมื่อเราใช้ช้อนตัดผ่านเมนูนี้ลงไปทีละชั้นเราจึงเห็นความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่​ถึง 3 ชั้นด้วยกัน​ คือชั้นเมอแรง ชั้นคุ้กกี้ครัมเบิล และชั้นโคโค่นัทกับแพชั่นฟรุต วิธีการทานคือต้องทานพร้อมกันทั้ง 3 ชั้นจึงจะได้รสสัมผัสครบทุกแบบทั้งหวาน หอม เปรี้ยว และเคี้ยวเพลิน ถือเป็นการเปิดของหวานที่น่าสนใจมาก

“Tropical Key Lime Pie” : 280.- บาท
“Tropical Key Lime Pie” : 280.- บาท

Banana Cofee Cake : จานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งขนมหวานที่ตอบโจทย์ความเป็นเมนสตรีมได้ลงตัวที่สุด เพราะเป็นการนำส่วนผสมยอดฮิตในขนมหลายๆอย่างมารวมกันจนกลายเป็นเมนูเดียว เริ่มต้นด้วยโทสต์หอมนุ่ม แต่งหน้าด้วยกล้วยหอมเคลือบคาราเมลบางๆผ่านเปลวไฟ และช็อคโกแลตแผ่น ทานคู่กับไอศกรีมกาแฟหอมหวานกำลังดี ปิดท้ายด้วยการโรยคุ้กกี้ครัมเบิล(Cookie Crumbled) ทานแล้วรู้สึก​ได้เลยว่าอยากทานคนเดียวทั้งจานแบบไม่แบ่งใคร

“Banana Cofee Cake” : 325.- บาท
“Banana Cofee Cake” : 325.- บาท

Chocolate S’More : เอาใจคนรักสมอร์(s’more) ต้องจานนี้เลย ด้านล่างเป็นเค้กช็อกโกแลตเนื้อเนียนละเอียดคล้ายมูส แถมยังมีป็อปคอร์นโฮมเมดรสคาราเมลที่บังเกอร์ทำเองด้วย แนะนำให้ทานคู่กับไอศกรีมวนิลาที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน จานนี้ตกแต่งได้น่าทานมาก เมื่อมีคำแรกแล้วก็ต้องมีคำที่สอง​ สาม​ สี่​ ห้า จะน้ำหนักขึ้นก็คราวนี้แหละ

“Chocolate S’More” : 325.- บาท
“Chocolate S’More” : 325.- บาท

หลุมหลบภัย ระดับไฟน์ ไดน์นิ่ง อย่าง “บังเกอร์” ซึ่งให้ทั้งความอบอุ่น​ สบาย​ และผ่อนคลาย​ พร้อมอาหารที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน​และใส่ใจในทุกรายละเอียด​ รอคอยให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์​ที่แตกต่างอยู่เสมอ​ ​

ความสุข​ที่คุณจะไม่ลืม

No dress-code, No strict regulations at Bunker Sathorn 12

  • พิกัดและสถานที่ :
    118/2 ซอยศึกษา (สาทร 12)
    กรุงเทพฯ 10500
  • ที่จอดรถ :
    ทางร้านมีที่จอดรถรองรับสำหรับลูกค้าที่มาทานอาหารจำนวนจำกัด แต่มีบริการจอดรถ (Valet Parking) ให้ด้วยในวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์
  • ช่องทางการติดต่อ :
    โทรศัพท์ : 02-234-7749
    Email : [email protected]
SHARE TO YOUR FRIEND

  • 3
    Shares