บางครั้งสิ่งที่ทำให้สถานที่หนึ่งมอบประสบการณ์ที่ดีได้ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่แขกมองเห็น หากแต่เป็นคนเบื้องหลัง ที่หล่อหลอมให้ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Siam Kempinski Hotel Bangkok) ให้ความสำคัญมาตลอด 16 ปี คราวนี้ SOtraveler อยากพาไปทำความรู้จักให้ลึกกว่าการเข้าพักในโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับหนึ่งใน Flagship Hotel ของเครือ Kempinski ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน เพื่อทำความเข้าใจกับคำว่า The Good Life ที่อาจไม่ได้เป็นแค่หลักการที่ คุณแบร์โธลด์ เคมปินสกี้ (Mr. Berthold Kempinski) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kempinski ให้ความสำคัญมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น


The Good Hospitality of a Resort in the City
เรื่องแรกที่คงไม่ต้องพูดกันเยอะ เพราะเป็นสิ่งที่แขกอย่างเราสัมผัสได้อยู่แล้ว นั่นคือ Hospitality ตั้งแต่วินาทีที่เดินเข้ามาในโรงแรม การบริการ รายละเอียดต่าง ๆ และบรรยากาศโดยรวมล้วนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับการมาพักในครั้งนี้ เราได้ลองมองเรื่อง Hospitality ผ่านห้องพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราได้ใช้เวลามากที่สุด และได้เห็นอีกด้านของ Siam Kempinski Hotel Bangkok ที่ยังคงรักษาความรู้สึกของการพักผ่อนแบบโรงแรมสไตล์ Resort เอาไว้ได้เป็นอย่างดี


คราวนี้ SOtraveler มีโอกาสเข้าพักในห้อง Executive Suite ขนาด 70 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ฝั่ง Garden Wing ของโรงแรม ห้องพักแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน มีห้องนั่งเล่นแยกจากห้องนอน พร้อมพื้นที่ทำงานขนาดกำลังดี ห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มีทั้ง Bathtub และ Rain Shower Enclosure รวมถึง Powder Room สำหรับแขกที่มาเยือนห้องพัก การจัดวางพื้นที่ทำให้ Suite นี้เหมาะกับทั้งการพักผ่อนและการใช้เวลาทำงานในห้องเดียวกัน




สิ่งที่ทำให้ Executive Suite ให้ความรู้สึกต่างจากการพักโรงแรมกลางเมืองทั่วไป คือบรรยากาศรอบตัวที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว จากพื้นที่ในห้องมองออกไปเห็นสวนสีเขียวและสระว่ายน้ำ ทำให้ช่วงเวลาที่อยู่ในห้องมีความรู้สึกเหมือนได้พักอยู่ใน Resort สักแห่ง แม้จะอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ก็ตาม นี่เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้คำว่า Resort in the City ของ Siam Kempinski Hotel Bangkok เห็นภาพได้ชัดขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของ Hospitality ที่แขกสัมผัสได้ด้วยตัวเอง



The Good Taste of an Anniversary Dinner
คราวนี้เรามีโอกาสได้ร่วม Anniversary Dinner ที่ ALATI มื้อพิเศษที่รวมฝีมือของ Head Chefs จากแต่ละห้องอาหารของ Siam Kempinski Hotel Bangkok ไว้บนโต๊ะเดียวกัน แต่ละคอร์สจึงมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน เริ่มตั้งแต่ Amuse Bouche โดย เชฟหนุ่ม วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ และ เชฟเบิ้ม ชยวีร์ สุจริตจันทร์ จาก Sra Bua อย่าง Miang Kham ตามด้วย River Fish & Rice และ Kluay Kluay ที่เปิดมื้อด้วยรสชาติแบบไทย ๆ มีทั้งความหอม ความสดชื่น และรสหวานเค็มที่ค่อย ๆ ไล่ระดับในคำเดียวกัน เป็นรสชาติที่ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงมื้อที่เราเคยได้ลิ้มลองที่ Sra Bua อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ถูกนำมาเล่าในบริบทใหม่




ถัดมาเป็น Sweetcorn, Lump Crab Meat & Egg White Velouté โดย เชฟไนน์ วัชรินทร์ เกียล่น และ เชฟลักษณ์ ปรีเปรม กับซุปเนื้อเนียนที่ให้รสหวานละมุนจากข้าวโพด ก่อนจะมีความหอมและเค็มบาง ๆ เข้ามาช่วยตัด ทำให้รสชาติไม่หนักจนเกินไป ต่อด้วยจานหลักอย่าง Wagyu Tenderloin Wellington, Truffle Spiked Red Wine Jus และ Potato Mousseline ที่ได้ เชฟฟิลลิป เทย์เลอร์ (Chef Phillip Taylor) เชฟประจำห้องอาหาร ALATI ที่ตั้งใจนำเสนอ กับจานที่มีรสชาติเข้มขึ้นอย่างชัดเจน เนื้อสัมผัสของ Wellington ให้ความแน่นและหอมจากแป้งอบ ขณะที่ Red Wine Jus เติมความลึกและความเข้มข้นด้วยกลิ่นทรัฟเฟิลที่ตามขึ้นมา ส่วน Potato Mousseline ช่วยทำให้ภาพรวมของจานนุ่มและกลมขึ้น




ปิดท้ายด้วยของหวานจาก เชฟแฟรงส์ อิสเทล (Chef Franck Istel) อย่าง Strawberry Rhubarb Baba, Mint Whipped Ganache, Strawberry Sorbet ที่เปลี่ยนอารมณ์ของมื้อกลับมาให้สดใสขึ้นอีกครั้ง ความเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีและรูบาร์บช่วยตัดความหวานของของหวานได้ดี มีความเย็นสดชื่นจาก Strawberry Sorbet และกลิ่นมิ้นต์ที่ช่วยทิ้งท้ายให้ปากรู้สึกสะอาด ก่อนปิดมื้อด้วย Petit Fours อย่าง Coconut Milk Chocolate Bonbon, Opaly Chiang Rai Vanilla Madeleine และ Lychee Pâte de Fruit ที่ทำออกมาได้ดีเช่นกัน


The Good People Behind 16 Years
เหตุผลสำคัญที่ SOtraveler มาเยือน Siam Kempinski Hotel Bangkok ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการได้ทำความรู้จักกับ The People Behind the Guest Experiences หรือคนที่อยู่เบื้องหลังการบริการที่แขกอย่างเราได้สัมผัสกันมาตลอด 16 ปี โดยปัจจุบันโรงแรมมีทีมงาน รวมถึงผู้ฝึกงานกว่า 600 คน และในจำนวนนี้มีถึง 39 คนที่ทำงานกับโรงแรมมาตั้งแต่เปิดให้บริการ ตัวเลขนี้ทำให้คำว่า 16 ปีมีความหมายขึ้นมาอีกแบบ เพราะอายุของโรงแรมไม่ได้เดินไปพร้อมกับอาคารและพื้นที่เพียงอย่างเดียว หากยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เติบโตและสร้างความทรงจำร่วมกับโรงแรมมาตลอดเส้นทาง

ในระดับผู้บริหาร แนวคิดเรื่องคนเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับ Employee Experience ซึ่งเป็นสิ่งที่ คุณสเตฟาโน รุซซา (Mr. Stefano Ruzza) กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการภูมิภาค ประจำประเทศไทยและสิงคโปร์ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะสำหรับโรงแรมแล้ว ประสบการณ์ของแขกไม่ได้เกิดขึ้นแยกออกจากประสบการณ์ของคนทำงาน แนวคิดนี้จึงถูกส่งต่อผ่านการเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วม ได้เรียนรู้ ได้เติบโตและมีโอกาสส่งเสียงของตัวเองไปถึงผู้บริหาร อย่างช่วง Round Table ที่เปิดโอกาสให้พนักงานในทุกระดับได้พูดคุยและแสดงความคิดเห็นโดยตรง เป็นอีกภาพที่สะท้อนว่า คนทุกตำแหน่งล้วนมีส่วนต่อประสบการณ์ที่แขกได้รับ

ขาดไม่ได้กับอีกมุมของ คุณภาคภูมิ ชินเมธีพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานทั่วโลก และผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้มีส่วนสำคัญในการนำแนวคิดเรื่อง “การดูแล” ให้เกิดขึ้นจริง เพราะที่นี่คำว่า “ดูแล” ไม่ได้หมายถึงเพียงสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ หากเป็นการมองเห็นพนักงานในฐานะคนคนหนึ่งที่มีทั้งชีวิตและครอบครัวอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่โรงแรมเลือกไม่ปลดพนักงาน และพยายามพาทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน รวมถึงการดูแลที่ครอบคลุมไปถึงครอบครัวของพนักงานด้วย สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องที่แขกมองเห็นได้จากการเข้าพักเพียงไม่กี่คืน แต่สำหรับคนที่อยู่ภายในโรงแรมกลับมีความหมายไม่น้อย และเมื่อพูดคุยกับคุณภาคภูมิ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ชัดคือความตั้งใจที่จะทำให้เรื่องของการดูแลไม่หยุดอยู่แค่ในระดับแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตการทำงานของผู้คน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความใส่ใจเหล่านั้นถูกส่งต่อไปถึงแขกอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณภาคภูมิยังได้ชวนให้เรามองเรื่องนี้ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันของคนทำงานที่นี่ เพราะการดูแลไม่ได้มีเพียงเรื่องสวัสดิการ แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่ให้พนักงานได้พบปะและรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จึงมีกิจกรรมและ Initiatives สำหรับพนักงานเกิดขึ้นแล้วถึง 34 กิจกรรม ขณะที่คะแนน Employee Satisfaction ในมุมของการเป็นสถานที่ทำงานอยู่ที่ 4.72 จาก 5 คะแนน และในปีเดียวกันยังมีพนักงาน 59 คนที่ได้รับการยกย่องในโอกาสครบรอบการทำงาน 10 และ 15 ปี เมื่อฟังตัวเลขเหล่านี้ควบคู่กับเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เราจึงไม่ได้มองเห็นเพียงจำนวนกิจกรรมหรือคะแนนความพึงพอใจ หากแต่เห็นความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างคนกับสถานที่ทำงานแห่งหนึ่ง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มีทั้งการใช้เวลาร่วมกัน การเติบโตไปด้วยกันและการจดจำความทุ่มเทของคนที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน


และถ้าจะหาตัวแทนของของการแบ่งปันเรื่องราวทั้งหมดนี้ คุณท็อป ชนิดาภา บูรณศิลปิน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงเป็นหนึ่งในบุคคลจะสื่อสารให้เราเข้าใจได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะเธอคือพนักงานหมายเลข 2 ของ Siam Kempinski Hotel Bangkok และเป็นหนึ่งใน 39 คนที่อยู่กับโรงแรมมาตั้งแต่วันเปิดให้บริการ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เธอเรียกที่นี่ว่า “บ้านหลังที่สอง” พร้อมยกให้ที่แห่งนี้มีทั้งความน่ารักและความมีเสน่ห์ รวมถึงช่วงเวลาที่องค์กรเข้ามาช่วยเหลือพนักงานในวันที่ชีวิตต้องเจอกับสถานการณ์ยาก ๆ อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ทำให้เธอผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้ สำหรับคุณท็อป การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ การมีกิจกรรมร่วมกันและการรู้สึกว่าตัวเองมีพื้นที่เติบโตภายในองค์กร ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้เธอยังคงเลือกอยู่ที่นี่มาตลอด 16 ปี ประโยคที่ว่า “ที่นี่เหมือนบ้านหลังที่สอง” จึงไม่ใช่เพียงคำเปรียบเทียบ หากเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเวลาที่ใช้ร่วมกันระหว่างคนกับองค์กรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

The Good Learning That Helps People Grow
เรื่องของการเรียนรู้ยังเป็นอีกหนึ่งส่วนของ Employee Experience ผ่านโปรแกรม Mastery in Motion ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เสนอสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนรู้หรืออยากพัฒนาทักษะเพิ่มเติม ก่อนที่โรงแรมจะสนับสนุนให้ความสนใจเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงผ่านคลาสและกิจกรรมต่าง ๆ ในครั้งนี้เราได้เข้าร่วมคลาส Pad Thai ที่ให้พนักงานได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการปรุงในแต่ละขั้นตอน เป็นอีกมุมที่ทำให้เห็นว่า Learning & Development ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกอบรมตามหน้าที่เพียงเท่านั้น


The Good Place for the People Behind the Scenes
แม้หน้าบ้านจะสวยงามตามแบบที่เราได้สัมผัส หลังบ้านก็สวยงามไม่แพ้กัน โดยอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจคือ Café de Bua หรือ The Gathering Place ห้องอาหารสำหรับพนักงานที่เพิ่งกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังการปรับปรุงนาน 4 เดือน ชื่อ Café de Bua เกิดจากการประกวดตั้งชื่อโดยพนักงาน โดย Bua หรือ บัว เชื่อมโยงกับพื้นที่บึงบัวของบริเวณสระปทุมวันในอดีต พร้อมผสมผสานความเป็นไทยและฝรั่งเศสเข้าไว้ด้วยกัน


พื้นที่ขนาดกว่า 300 ตารางเมตร รองรับได้ 186 ที่นั่ง เปิดให้บริการ 4 เวลาตลอดทั้งวัน พร้อม Live Cooking Stations และโซนอาหารหลากหลาย ตั้งแต่มุมย่าง มุมอาหารพิเศษ รวมถึงมุมอาหารอีสานซึ่งเป็นมุมโปรดของพนักงาน ไปจนถึงเครื่องดื่มและขนม สิ่งที่น่าสนใจคือโรงแรมลงทุนกับพื้นที่สำหรับพนักงานแห่งนี้มากกว่า 20 ล้านบาท ขณะที่งบอาหารสำหรับพนักงานอยู่ที่ประมาณ 1.6 – 1.7 ล้านบาทต่อเดือน โดยยังไม่รวมอาหารพิเศษในช่วงเทศกาลหรือโอกาสสำคัญเลย



The Good Experience Beyond the Stay
ตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืนที่ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Siam Kempinski Hotel Bangkok) ที่เรามีโอกาสได้มองเห็น The Good Life ในอีกมุมหนึ่ง จากเดิมที่แค่นึกถึงห้องพัก อาหารหรือการบริการ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของคนที่อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ประสบการณ์ที่ดีของแขกเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่ดีของคนทำงานด้วยเช่นกัน และหนึ่งในประโยคที่น่าจดจำคือ “เพราะเบื้องหลังการบริการที่ยอดเยี่ยม ย่อมเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่ดีของคนทำงาน” อาจเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริง และเมื่อได้เห็นทั้งเรื่องของการดูแลพนักงาน พื้นที่สำหรับการใช้ชีวิต การเรียนรู้ รวมถึงเรื่องราวของคนที่อยู่กับโรงแรมมาตั้งแต่วันแรก เราจึงเข้าใจความหมายของ The Good Life ในแบบของ Kempinski ได้ชัดเจนขึ้น

Siam Kempinski Hotel Bangkok
ที่อยู่: 991/9 ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
การจองห้องพัก:
- โทรศัพท์: 02-162-3000
- อีเมล์: [email protected]
Social Media:
- Facebook: SiamKempinskiHotelBangkok
- Instagram: @siamkempinski
- Website: https://www.kempinski.com/en/siam-hotel







