ท่ามกลางเส้นขอบฟ้าของ Marina Bay ใจกลางสิงคโปร์ ยังมีอีกหนึ่งมื้ออาหารที่น่าจดจำ เมื่อได้มาลิ้มลองรสชาติที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ Saint Pierre ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำเสนออาหารผ่านวัตถุดิบชั้นดีและการจับคู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ การันตีด้วยรางวัลระดับ Platinum จาก Trip.Gourmet และการยอมรับจาก MICHELIN Guide Singapore ในระดับ 2 ดาว


Saint Pierre อยู่คู่กับสิงคโปร์มาตั้งแต่ปี 2000 ภายใต้การดูแลของ เชฟเอ็มมานูเอล สตรูแบนต์ (Chef Emmanuel Stroobant) เชฟชาวเบลเยียมผู้มีประสบการณ์ด้านอาหารฝรั่งเศส และนำความรู้จากการทำงานในหลายประเทศมาพัฒนาแนวทางอาหารของร้าน อีกหนึ่งเสน่ห์ของ Saint Pierre คือทำเลริม Marina Bay ที่เปิดให้มองเห็นทัศนียภาพของอ่าวและเส้นขอบฟ้าของสิงคโปร์ได้อย่างสวยงาม ภายในร้านให้บรรยากาศสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะกับการค่อย ๆ ใช้เวลาไปกับมื้ออาหารที่ดำเนินไปอย่างมีจังหวะ


แนวทางของ Saint Pierre คือการถ่ายทอดผ่านแนวคิด French Artistry, Asian Soul ซึ่งนำเทคนิคการปรุงอาหารฝรั่งเศสมาทำงานร่วมกับวัตถุดิบและรสชาติจากเอเชีย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบและความสมดุลของรสชาติ ขณะเดียวกัน The Zen Circle on the Plate ก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเชฟ ผ่านการจัดวางองค์ประกอบบนจานในรูปทรงวงกลมอย่างประณีต ทำให้แต่ละจานมีทั้งความน่าสนใจของรสชาติและภาพที่ปรากฏตรงหน้า


เมื่อแนวคิดเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่าน Tasting Menu 8 Courses มื้ออาหารจึงค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น กับจานแรกอย่าง OSCIETRA CAVIAR คาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์ Oscietra ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเม็ดคาเวียร์ขนาดพอดี เนื้อสัมผัสละเอียดและรสชาตินุ่มลึก จับคู่กับปลาไหลรมควันที่มีกลิ่นหอมชัดเจนและวาซาบิที่ช่วยเติมความสด จึงเป็นจานเปิดที่มีทั้งความหอมของคาเวียร์ ความเข้มจากปลาไหลรมควัน และความสดของวาซาบิที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

ต่อด้วย MANJIMUP MARRON กุ้งน้ำจืดสายพันธุ์มาร์รอนจากออสเตรเลีย หนึ่งในจานที่ชอบเป็นพิเศษของมื้อนี้ ด้วยเนื้อกุ้งที่เด้งแน่นและมีความหวานตามธรรมชาติ เมื่อจับคู่กับบัตเตอร์มิลค์รสนุ่มละมุนและความเปรี้ยวบาง ๆ รวมถึงใบเพอริลลาที่ช่วยเติมกลิ่นหอมสดชื่นในแบบสมุนไพรเอเชีย ทำให้รสชาติของจานมีทั้งความหวาน ความนุ่มและความหอมสดชื่น เป็นการจับคู่ที่ช่วยให้วัตถุดิบหลักโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

พลาดไม่ได้กับ AKITA ABALONE หอยเป๋าฮื้อจากจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีเนื้อสัมผัสแน่นและความหนึบเป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟคู่กับหอยเชลล์ที่ช่วยเติมความหวานนุ่มและรสชาติละมุนจากทะเล ส่วนซูกินีช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับรสชาติโดยรวม จานนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำวัตถุดิบญี่ปุ่นมาถ่ายทอดผ่านเทคนิคอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

อีกหนึ่งจานกับ HYOGO SILVER POMFRET ปลาจาระเม็ดเงินจากจังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีเนื้อปลานุ่มละเอียดและกลิ่นหอมอ่อน ๆ เสิร์ฟคู่กับเห็ดชานเทอเรลสีทองที่มีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติและรสชาติที่นุ่มลึก รวมถึงครีบปลาตาเดียวที่มีความมันและเนื้อสัมผัสนุ่มละลาย เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดทำงานร่วมกัน จึงช่วยให้รสชาติของปลาจาระเม็ดเงินมีความซับซ้อนขึ้น โดยยังคงความละมุนของวัตถุดิบหลักไว้ได้ดี


เดินทางมาถึงจานหลักกับ BOEUF EN CROUTE เนื้อวัวห่อแป้งอบในแบบฝรั่งเศส จับคู่กับเห็ดมัตสึทาเกะและฟักทอง โดยจานนี้เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากขนมไหว้พระจันทร์ ที่นำรูปทรงกลมซึ่งเป็นตัวแทนของความพร้อมหน้าพร้อมตามาถ่ายทอดผ่านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ เนื้อวัวให้รสชาติเข้มข้นและสัมผัสที่เต็มขึ้น ขณะที่แป้งอบด้านนอกช่วยเพิ่มความหอมและความกรอบบางในแต่ละคำ เห็ดมัตสึทาเกะเติมกลิ่นหอมที่มีความเป็นป่า ส่วนฟักทองช่วยเพิ่มความหวานนุ่ม ทำให้จานหลักมีทั้งน้ำหนักของรสชาติและความละมุนในเวลาเดียวกัน


เข้าสู่ช่วงของหวานด้วย SHIZUOKA AMANE MELON เมลอนจากจังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสฉ่ำและรสชาติสดชื่น เสิร์ฟคู่กับ Peach Gum ที่ให้สัมผัสหนึบเบา ๆ และ Gula Melaka น้ำตาลมะพร้าวแบบมลายูที่มีกลิ่นหอมคาราเมลอ่อน ๆ ความหวานฉ่ำของเมลอนตัดกับเนื้อสัมผัสของ Peach Gum ขณะที่น้ำตาลมะพร้าวช่วยเติมกลิ่นอายเอเชียให้กับจาน เป็นการเปลี่ยนผ่านจากอาหารคาวสู่ของหวานที่นุ่มนวลและสดชื่น

ลิ้มลอง ARAGUANI CHOCOLATE ช็อกโกแลตสายพันธุ์ Araguani จากเวเนซุเอลา ซึ่งมีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมที่ซับซ้อน นำมาจับคู่กับลิ้นจี่และราสป์เบอร์รี ลิ้นจี่ช่วยเติมความหอมหวานและความฉ่ำสดชื่น ส่วนราสป์เบอร์รีนำรสเปรี้ยวที่ชัดเจนเข้ามาช่วยตัดความเข้มข้นของช็อกโกแลต ทำให้จานนี้มีความสมดุลระหว่างความเข้มลึกของโกโก้กับความสดใสของผลไม้ เป็นของหวานที่มีทั้งน้ำหนักของรสชาติและความสดชื่นอยู่ในจานเดียว

ปิดท้ายด้วย APPLE TART ทาร์ตแอปเปิลที่ให้รสหวานอมเปรี้ยวและกลิ่นหอมที่คุ้นเคย เมื่อถ่ายทอดผ่านรูปแบบทาร์ตแบบฝรั่งเศส จึงให้ความรู้สึกอบอุ่นและเรียบง่ายขึ้น หลังจากผ่านวัตถุดิบและรสชาติหลากหลายมาตลอดมื้อ จานนี้จึงเป็นบทส่งท้ายที่ยังคงกลิ่นอายของอาหารฝรั่งเศสไว้อย่างชัดเจน

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดมื้อของ Saint Pierre สิ่งที่น่าจดจำคือการได้ค่อย ๆ ทำความรู้จักกับแนวทางอาหารของร้านผ่านวัตถุดิบหลากหลายชนิด รสชาติที่มีรายละเอียด และการจับคู่ที่ทำให้แต่ละจานมีบุคลิกของตัวเอง ขณะเดียวกัน การจัดวางจานในรูปทรงวงกลมตามแนวคิด The Zen Circle on the Plate ก็ช่วยเติมเอกลักษณ์ให้กับมื้ออาหารครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยในสิงคโปร์ที่ควรแวะมาลิ้มลองให้ได้สักครั้งในชีวิต


Saint Pierre
- Location: 1 Fullerton Road, #02-02B, One Fullerton, Singapore 049213
- Opening Hours: วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 11.30 – 15.00น. | 18.00 – 23.00น.
- Reservations: (+65)6438-0887
- Facebook: saintpierrerestaurant
- Instagram: @saintpierresg
- Website: https://www.saintpierre.com.sg/







