พิซซ่าอาจเป็นอาหารที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาลองเมนูพิเศษที่ ริวา เดล ฟีอูเม ริสตัวรอนเต (Riva del Fiume Ristorante) ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River) ครั้งนี้ กลับได้เห็นอีกมุมของพิซซ่าที่ละเอียดขึ้น ทั้งเรื่องแป้ง การหมักและการเลือกวัตถุดิบจากหลากหลายพื้นที่ของอิตาลี ผ่านประสบการณ์ Maestri della Tavola: From Torino to Bangkok ที่บอกเลยว่าไม่ควรพลาด


ครั้งนี้เป็นการพบกันของ เชฟมัสซิมิเลียโน เปรเต (Chef Massimiliano Prete) ผู้ก่อตั้ง Sestogusto Torino และ เชฟแอนเดรีย แอคคอร์ดิ (Chef Andrea Accordi) Executive Chef ของ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River โดยมีพิซซ่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนแนวคิด โดยเชฟมัสซิมิเลียโนนำความเชี่ยวชาญเรื่องการหมักและการทำแป้ง มาผสานกับแนวทางการนำเสนออาหารอิตาเลียนของเชฟแอนเดรีย จนเกิดเป็นเมนูที่หยิบรสชาติจากหลายภูมิภาคมาตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย เป็นการทำงานร่วมกันที่ทำให้พิซซ่าหนึ่งถาดมีเรื่องราวมากกว่าที่คิด

ในครั้งนี้…พิซซ่าถูกแบ่งออกเป็นสามหมวดที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน ทั้ง Signature, Classic และ Contemporary โดยแต่ละหมวดสะท้อนแนวคิดของเชฟผ่านคนละมุม เริ่มกันที่ Signature ซึ่งเป็นเมนูที่เกิดจากการร่วมสร้างสรรค์ของสองเชฟโดยเฉพาะกับ SopraSotto มาพร้อมแฮมหมูหมักอย่าง Culatello Fiocco ที่ให้รสเค็มนุ่ม ๆ ก่อนจะมีความหวานจากแยมหัวหอมเข้ามาช่วยตัด ตามด้วยชีส Pecorino ที่ให้รสเข้มขึ้น เห็ด Girolle เพิ่มกลิ่นหอมและรสอูมามิ ขณะที่พริก Senise กับ ’Nduja เติมความเผ็ดและรสที่ชัดขึ้นมาอีกหน่อย ก่อนปิดด้วยใบ Mache ที่ช่วยเพิ่มความสดของจาน แม้จะเป็นพิซซ่าที่หนา หน้าแน่นและมีส่วนผสมหลายอย่าง แต่แป้งกลับช่วยประคองทุกอย่างไว้ได้ดี กินต่อเนื่องแล้วไม่รู้สึกเลี่ยนเลย เป็นรสชาติที่ค่อนข้างใหม่และเป็นหนึ่งในจานที่ชอบที่สุดของมื้อนี้เลย


ในกลุ่ม Classic เราได้ลอง La Trota พิซซ่าที่ชอบตรงไข่ปลาเทราต์รมควันที่ให้รสเค็มนิด ๆ และมีกลิ่นรมควันชัดขึ้นมาเมื่อเคี้ยวคู่กับมอสซาเรลลาชีสและมันฝรั่ง เนื้อสัมผัสนุ่ม ๆ จากโยเกิร์ตช่วยให้รสเบาลง ก่อนจะมีเพสโตต้นกุยช่ายเข้ามาเพิ่มความสดและกลิ่นสมุนไพร เป็นจานที่กินง่ายและรสชาติลงตัวกว่าที่คิด และ Zucchine alla Scapece จะมีความซับซ้อนขึ้นด้วยครีมซูกินีและซูกินีที่ให้รสหวานอ่อน ๆ ตามด้วยเจล Scapece ที่มีความเปรี้ยว และครีมชีส Provola รมควันที่เพิ่มความหอม ก่อนจะมีดอกซูกินีและครีมไข่แดงเข้ามาช่วยเติมรสสัมผัส ขณะที่ La Bufala และ La MarinAria ก็เป็นอีกสองจานที่หยิบวัตถุดิบเรียบง่ายอย่างมะเขือเทศ มอสซาเรลลาชีส มะกอกและกระเทียม มาทำให้รสชาติชัดขึ้นบนแป้งพิซซ่า


สำหรับกลุ่ม Contemporary ขอให้พื้นที่กับ Il Gambero Rosso เป็นพิเศษ เพราะกุ้งแดงซิซิลีอร่อยมาก เนื้อหวานและมีรสของกุ้งชัดเจน ยิ่งเจอกับชีส Stracciatella ที่นุ่มครีมมี่ และไขมันหอม ๆ จาก Lardo ก็ยิ่งทำให้รสกลมขึ้น ขณะที่ซอสอะโวคาโดช่วยเพิ่มความสดและตัดความมันได้พอดี และ La Chorizo e Acciughe เป็นอีกจานที่เซอร์ไพรส์ เพราะมะเขือเทศเชอร์รีจากแถบภูเขาไฟวิสุเวียสให้ความหวาน ตามด้วย Chorizo ที่ให้รสเข้มและกลิ่นเครื่องเทศ ก่อนจะได้รสเค็มอูมามิจากแอนโชวี ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบแอนโชวี จานนี้อาจทำให้เปลี่ยนใจได้เลย ส่วน Vitello Tonnato และ Sant’Ilario ก็เป็นอีกสองจานที่พาเมนูไปในทิศทางร่วมสมัยมากขึ้น



มื้อนี้ยังได้ลองค็อกเทลอย่าง Looks Like a Tiramisu ที่หยิบกลิ่นและรสที่ชวนให้นึกถึงทีรามิสุมาอยู่ในแก้วเดียวกัน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดื่มของหวานในรูปแบบใหม่ ส่วน Essence of Tomato มาในสไตล์ Martini ที่ใช้มะเขือเทศเป็นตัวหลักให้รสสดชื่น เข้ากับพิซซ่าได้ดี ใครอยากลองค็อกเทลตัวอื่นในเมนูเดียวกัน ยังมี Italian Sangria และ Whiskey? No, Grappa! ที่หยิบวัฒนธรรมการดื่มแบบอิตาเลียนมาตีความต่อ


หลังจากพิซซ่าหลายถาดจะขาดของหวานซึ่งเป็นเมนูหลักของทางร้านอยู่แล้วกับ Vanilla Panna Cotta มาในเนื้อเนียนนุ่ม กินคู่กับสตรอว์เบอร์รี แอปริคอต และซอร์เบต์สตรอว์เบอร์รีที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น ส่วน Torta di Nocciola จะเข้มข้นขึ้นด้วยเค้กเฮเซลนัทจาก Piemonte ที่มีกลิ่นหอมชัด เจอกับ Gianduiotto และไอศกรีมเฮเซลนัทที่ช่วยเสริมรสถั่วให้ชัดขึ้นอีก และ Ravioli al Pistachio ก็จับคู่มูสพิสตาชิโอเนื้อนุ่มกับพิสตาชิโอครันช์ ก่อนจะตัดด้วยซอร์เบต์เชอร์รีและซอสเชอร์รีที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่นขึ้นมาในตอนท้าย




ระหว่างมื้อแทบจะลืมไปเลยว่าทานพิซซ่าไปแล้วกี่หน้า อาจเพราะแต่ละจานมีรสชาติและรสสัมผัสต่างกัน ทำให้ทานง่ายและอยากลองต่อเรื่อย ๆ ที่น่าสนใจคือเชฟยังแอบเผยว่า อาจมีพิซซ่าบางตัวจากเมนูพิเศษครั้งนี้ที่มีโอกาสได้ไปต่อในเมนูหลักของร้าน ส่วนจะเป็นเมนูไหนคงต้องติดตามกันต่อไป ใครอยากลอง Maestri della Tavola: From Torino to Bangkok ตอนนี้ยังมีเวลาอีกไม่กี่วันถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ที่ ริวา เดล ฟีอูเม ริสตัวรอนเต (Riva del Fiume Ristorante) แห่ง โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)


Riva del Fiume Ristorante
- Location: โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่นํ้าเจ้าพระยา (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)
- Opening Hours: ทุกวัน 12.00 – 14.30น. | 18.00 – 22.30น.
- Reservations: 02-032-0888
- Facebook: RivaDelFiume
- Instagram: @rivadelfiumebkk
- Website: https://www.fourseasons.com/bangkok/dining/restaurants/riva-del-fiume-ristorante/







