ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River) ครั้งนี้มีชุดน้ำชายามบ่ายล่าสุด จากการร่วมงานระหว่าง เชฟอันเดรีย โบนัฟฟินี (Chef Andrea Bonaffini) Executive Pastry Chef ของโรงแรม และ เชฟชาลี กาเดอร์ (Chef Chalee Kader) จากร้านวรรณยุค (Wanna Yook) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยระดับหนึ่งดาวมิชลิน ที่นำรสชาติไทยมาเป็นหัวใจของชุดน้ำชายามบ่าย พาเรากลับไปหาความคุ้นเคยจากอาหารไทยในหลายรูปแบบ

สำหรับ Chef Chalee Kader อาหารไทยมีความทรงจำซ่อนอยู่มายมาย ทั้งกลิ่น รสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารแต่ละจาน แนวคิดของชุดน้ำชายามบ่ายครั้งนี้จึงเริ่มต้นจากการหยิบความทรงจำเหล่านั้นมาตีความใหม่ รูปลักษณ์ของแต่ละคำอาจต่างจากเมนูที่เราคุ้นเคย ทว่ารสชาติยังพอทำให้เรานึกออกว่าเคยเจอความรู้สึกแบบนี้จากที่ไหน นี่จึงเป็นส่วนที่ทำให้ชุดน้ำชายามบ่ายนี้มีความสนุก เพราะหลายคำไม่ได้พยายามทำตัวเป็นอาหารไทยแบบตรง ๆ กลับใช้รสชาติเดิมเป็นตัวตั้งแล้วหาวิธีเล่าใหม่ ความตื่นเต่นที่จะได้ลิ้มลองแต่ละคำจึงเกิดขึ้น

เริ่มกันที่ Khao Kriap Pak Moh ข้าวเกรียบปากหม้อที่สอดไส้ปู มาพร้อมคาเวียร์ เป็นคำที่ทานเพลินจนหมดแบบไม่รู้ตัว รสชาติของไส้ยังมีความเป็นข้าวเกรียบปากหม้อที่คุ้นเคยอยู่ชัดเจน ถัดมาคือ Khao Soi ที่ย่อชามข้าวซอยมาอยู่ในคำเล็ก ๆ รสเข้มข้นและจัดจ้านพอสมควร แค่คำแรกก็ชวนให้นึกถึงข้าวซอยขึ้นมาทันที เป็นเมนูที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของต้นฉบับได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องเสิร์ฟมาในชามใหญ่เลย


อีกหนึ่งคำที่หลายคนชื่นชอบคือ Cured Trevally Tartlet ทาร์ตปลา Trevally ที่นำปลามาหมักจนได้รสและเนื้อสัมผัสที่พอดี ก่อนวางลงบนแป้งทาร์ตกรอบ เสริมด้วยซอสพริกรสเปรี้ยวเผ็ด ช่วยตัดรสและเพิ่มความสดชื่นให้กับคำนี้ ต่อด้วย Grilled Pork or Beef Satay on Mini Fried Bao ที่ทำออกมาเหมือนสะเต๊ะจริง ๆ ทั้งกลิ่นและรสชาติ ก่อนจะตามด้วย Hoy Tod หอยทอดกรอบที่ทานง่ายและยังมีความอร่อยแบบอาหารริมทางอยู่ครบ เป็นอีกคำที่หยิบมาใส่ในชุดน้ำชายามบ่ายได้ค่อนข้างสนุก


มาถึงฝั่ง Sweet กันบ้าง เริ่มจาก Piak Poon เปียกปูนที่นำมะพร้าวและใบเตยมาสร้างเป็นของหวานคำเล็ก ๆ มีกลิ่นหอมของมะพร้าวและใบเตยชัดเจน ตามด้วย Khao Niew Sangkhaya ข้าวเหนียวสังขยาที่คุ้นเคยตั้งแต่คำแรก ข้าวเหนียวเนื้อนุ่มหอมกะทิ ทานคู่กับสังขยารสหวานมันที่เข้ากันพอดี เป็นรสชาติแบบขนมไทยที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย



ถ้ามีคำไหนที่ทำให้หยุดแล้วคิดว่าอันนี้คือใช่ คงต้องยกให้ Guava Naampawan ฝรั่งน้ำปลาหวานที่มาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง รสชาติพาให้นึกถึงฝรั่งจิ้มน้ำปลาหวานได้ทันที เป็นหนึ่งในคำที่สนุกที่สุดของเซตนี้ ส่วน Bua Loy ก็มาแบบตะโกนถึงความเป็นบัวลอย ทั้งกลิ่นหอมและองค์ประกอบที่ทำให้เรานึกถึงขนมไทยได้ชัดเจน ปิดท้ายด้วย Hazelnut Praline Bonbon ที่เปลี่ยนบรรยากาศเข้าสู่โลกของช็อกโกแลตและเฮเซลนัตพราลีน ให้รสเข้มขึ้นอีกนิดก่อนเข้าสู่ช่วงสุดท้าย



ยังมี Peanuts & Burnt Coconut Soft Serve ซอฟต์เสิร์ฟที่นำถั่วลิสงกับมะพร้าวเผามาเป็นรสหลัก เสิร์ฟเย็น ๆ เป็นเมนูที่ช่วยปิดช่วง Sweet ได้สบาย ๆ ก่อนจะมีเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้อยู่ใน Menu Card หลักอย่าง Chilly Pineapple Ginger Longan St. Honoré กับ Saint-Honoré ที่นำสับปะรด ขิง ลำไย และพริกเข้ามาอยู่ในขนมฝรั่งเศสคลาสสิก ตัวนี้เป็นคำที่สะท้อนการทำงานของสองเชฟได้ดีมาก


ความน่าสนใจของชุดน้ำชายามบ่ายครั้งนี้อยู่ที่การเลือกอาหารที่หลายคนมีความทรงจำร่วมกัน แล้วค่อยเปลี่ยนวิธีนำเสนอให้เข้ากับ The Lounge ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River) ตั้งแต่ข้าวซอย หอยทอด สะเต๊ะ ไปจนถึงฝรั่งน้ำปลาหวานและบัวลอย หลายคำทำให้เรานึกออกตั้งแต่ชิมคำแรกว่ากำลังกินอะไรอยู่ นั่นทำให้ชุดนี้มีความเป็นไทยโดยไม่ต้องพยายามอธิบายมากนัก ใครที่กำลังมองหาชุดน้ำชายามบ่ายที่มีเรื่องราวและอยากลองมุมมองใหม่ของรสชาติแบบไทย เซตนี้เป็นอีกชุดที่ผมว่าไม่ควรพลาด ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2026 ในราคาเพียง 1,800++ เท่านั้น


The Lounge
- Location: โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่นํ้าเจ้าพระยา (Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River)
- Opening Hours: ทุกวัน 14.00 – 17.00น. (Afternoon Tea)
- Reservations: 02-032-0885
- Facebook: FourSeasonsHotelBangkok
- Instagram: @fsbangkok
- Website: https://www.fourseasons.com/bangkok/







